รัฐบาลอนุทิน จัดแม่ทัพกรมภาษีใหม่ ดึง “กุลยา” ขึ้นแท่นอธิบดีสรรพากร หวังสร้างผลงานก่อนครบ 4 เดือน

Categories : Update News, Finance

Public : 08/10/2025

เรื่องโดย กนกวรรณ บุญประเสริฐ

รัฐบาลอนุทิน 1 โยกย้ายกระทรวงการคลัง ดึง หญิงแกร่งกุลยา ตันติเตมิทกลับ สรรพากร คืนกรมภาษีเบอร์ 1

ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 มีมติแต่งตั้งข้าราชการ-ข้าราชการการเมือง รวม 42 ตำแหน่ง โดยมีมติที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงการคลัง ดังนี้คือ

โอน นายปิ่นสาย สุรัสวดี ตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพากร ไปเป็นรองปลัดกระทรวงการคลัง (แทน นายอัครุตม์ สนธยานนท์)

โอน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ไปเป็นอธิบดีกรมสรรพากร (แทน นายปิ่นสาย สุรัสวดี)      

โอน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง ไปเป็นอธิบดีกรมศุลกากร (แทน นางสาวกุลยา ตันติเตมิท)

โอน นายอัครุตม์ สนธยานนท์ ตำแหน่งรองปลัดกระทรวงการคลัง ไปเป็นอธิบดีกรมธนารักษ์ (แทนนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ ที่ได้ดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง)

โอน นายคณาวุฒิ สิติธีรพันธุ์ ตำแหน่งที่ปรึกษาด้านพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ กรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง (แทน นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์)

โอน นางจินดารัตน์ วิริยะทวีกุล ตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลังไปเป็นผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ

โอน นายพนิต ธีรภาพวงศ์ ตำแหน่งที่ปรึกษากฎหมาย กระทรวงการคลัง ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง

 

สำหรับ กุลยา ตันติเตมิท ก่อนหน้านี้ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2568 มีมติได้แต่งตั้งให้เป็น อธิบดีกรมศุลกากร จากเดิมที่เป็น อธิบดีกรมสรรพาสามิต มีผลเป็นทางการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2568 ที่ผ่านมา

 

การจัดทัพกรมจัดเก็บภาษีครั้งนี้ จึงเป็นที่น่าจับตา เพราะเป็นการดึง หญิงแกร่ง กระบี่มือหนึ่ง อย่าง กุลยา กลับมานั่งที่กรมจัดเก็บภาษีเบอร์ 1 อีกครั้ง สะท้อนว่า รัฐบาลอนุทิน 1 ต้องการมุ่งที่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของการจัดเก็บรายได้ให้เป็นที่ประจักษ์ในห้วงเวลาไม่ถึง 4 เดือนของรัฐบาลนี้

   

ที่ผ่านมากุลยาผ่านการทำงานที่สำคัญมาแล้วทุกส่วนงานของกระทรวงการคลัง โดยมีตำแหน่งที่สำคัญ ดังนี้

ปี 2563 - 2564  เป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และดำรงตำแหน่งเป็นผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง หรือ สศค

ปี 2564 - 2566  ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมบัญชีกลาง

ปี 2566 - 2567  ดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมสรรพากร

ปี 2567             ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมสรรพสามิต

ปี 2568              ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร

ล่าสุด ครม. 7 .. 2568  มีมติแต่งตั้งให้ "กุลยา" กลับมาดำรงตำแหน่ง อธิบดีกรมสรรพากรอีกครั้ง

 

นับเป็นประวัติศาสตร์ของกระทรวงการคลัง ที่มีข้าราชการผู้หญิงคนแรกของกระทรวงการคลัง ที่ได้นั่งตำแหน่งอธิบดีกรมภาษีทั้ง 3 กรม และถูกจับตาว่า จากผลงานที่ยอดเยี่ยมทุกหน่วยงานที่ผ่านมา ทำให้กุลยาน่าจะได้รับตำแหน่งปลัดหญิงคนแรกของกระทรวงการคลังเมื่อมีถึงเวลาที่เหมาะสมอย่างแน่นอน

 

ขณะที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึง การโยกย้ายผู้บริหารระดับอธิบดีของกระทรวงการคลังครั้งนี้ ว่าเป็นไปตามข้อเสนอของ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังเสนอ 

 

สำหรับนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลอนุทิน ที่จะต้องพยายามดึงเศรษฐกิจไทยที่อยู่ในช่วงติดหล่มให้ฟื้นคืนกลับมา จะทำผ่าน  5 เสาหลัก 1 ฐานราก ได้แก่

เสาที่ 1 กระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว  •    ผ่านโครงการคนละครึ่งพลัสเน้นให้ประโยชน์กับร้านค้ารายเล็ก หาบเร่ แผงลอย และแท็กซี่ •    ต่อยอดโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐช่วยเหลือประชาชนฐานราก

•    การกระตุ้นท่องเที่ยวเมืองรอง จะมีมาตรการลดหย่อนภาษี 2 เท่า สำหรับโรงแรมในเมืองรองที่ปรับปรุงและพัฒนาสถานประกอบการ ซึ่งจะช่วยกระจายรายได้

เสาที่ 2 แก้หนี้ประชาชน โดยเฉพาะการแก้หนี้เสียภาคครัวเรือน (NPL) •    รัฐบาลจะนำเงินคงเหลือจากกองทุนฟื้นฟูและสถาบันการเงิน ประมาณ 26,000 ล้านบาท มาจัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (Asset Management Company: AMC) ร่วมกับธนาคาร เพื่อซื้อหนี้เสียของประชาชนออกมาบริหาร •    การปรับโครงสร้างหนี้ เช่น ยืดระยะเวลาผ่อน ลดดอกเบี้ย อีกครั้ง •   สินเชื่อสำหรับบุคคลธรรมดาทั่วไปตามความเสี่ยง เพื่อลดความต้องการกู้นอกระบบ

 

เสาที่ 3 การช่วยเหลือธุรกิจ SME สำหรับมาตรการช่วยเหลือธุรกิจ SME ประกอบด้วย •    การค้ำประกันสินเชื่อ โดยใช้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) เข้ามาค้ำประกันสินเชื่อในวงเงินขั้นต่ำ 50,000 ล้านบาท •    การคืนภาษีเร่งด่วน โดยให้กรมสรรพากรเร่งคืนภาษีมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ประกอบการ ซึ่งมีเงินที่สามารถคืนได้ทันทีกว่า 160,000 ล้านบาท เพื่อเพิ่มสภาพคล่องให้ธุรกิจ •    โครงการพี่ช่วยน้อง ที่เป็นการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่บริษัทขนาดใหญ่ที่ช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยในห่วงโซ่อุปทาน 

 

เสาที่ 4 เพิ่มการออมภาคประชาชน  •    “เสี่ยงโชคเพื่อออมผ่านสลากออมทรัพย์ออนไลน์ แบ่งเงินส่วนหนึ่งจากการซื้อทุกครั้งเข้าบัญชีเงินออมโดยอัตโนมัติ •    เปิดให้ประชาชนรายย่อยสามารถเข้าถึงการซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ของรัฐบาลได้ทุกเดือน เพื่อเป็นทางเลือกในการออมที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก

เสาที่ 5 การสร้างอุตสาหกรรมแห่งอนาคต มุ่งปลดล็อกการลงทุนที่ค้างท่อ •    การลงทุนเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของประเทศระยะยาว •    ปัจจุบันมีโครงการที่ได้รับการอนุมัติจาก BOI แล้วแต่ยังไม่เริ่มลงทุนสูงถึง 470,000 ล้านบาท

•    รัฐบาลจะจัดทำ “Fast Plus Pass” เป็นช่องทางด่วนเพื่อเร่งรัดการอนุมัติทั้งหมดให้เกิดขึ้นภายใน 4 เดือน •    การ Reskill แรงงาน โดยจะนำเงินจากกองทุนเพิ่มขีดความสามารถของ BOI จำนวน 10,000 ล้านบาท มาจับมือกับภาคเอกชนและสถาบันการศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะแรงงานให้ตรงกับความต้องการของอุตสาหกรรมใหม่ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เกษตรชีวภาพ และดิจิทัล 

1 ฐานราก โดยทุกโครงการอยู่ภายใต้กรอบรากฐานวินัยการคลัง คือไม่กู้เพิ่ม ไม่กระตุ้นเศรษฐกิจจนเสียวินัยการคลังมีผลระยะยาวมากกว่าเป็นการแจกเงินธรรมดาและตั้งอยู่บนความโปร่งใส สามารถอธิบายที่มาที่ไปของการใช้งบประมาณได้

 

ขณะที่กระทรวงการคลั รายงานผลการจัดเก็บรายได้ 11 เดือน ของปีงบประมาณ 2568 อยู่ที่ 2.5 ล้านล้านบาท  ซึ่งพบว่า ผลการจัดเก็บรายได้ของ  3 กรมภาษีจัดเก็บต่ำเป้ากว่าแสนล้าน ผลจากภาษีรถอีวีอัตราต่ำ และภาษีเงินได้นิติบุคคลต่ำกว่าเป้า แบ่งเป็น

  • กรมสรรพสามิต จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการมากที่สุด โดยพลาดเป้าไป 65,763 ล้านบาท หรือ 11.8%
  • กรมสรรพากร จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 26,737 ล้านบาท หรือ 1.3%
  • กรมศุลกากร จัดเก็บได้ต่ำกว่าประมาณการ 7,955 ล้านบาท หรือ 7.1%