ก.ล.ต. จ่อให้เกณฑ์ใหม่เพียบปี69ทั้ง  ‘ซิเคียวริตี้บูโร’ปิดช่องเวียนเทียนกู้เงินโบรก!! เริ่มใช้ภายใน Q1/69 พร้อมปรับเกณฑ์การให้ บล.รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้า หวังปิดช่องโหว่ความเสี่ยงการปล่อย Margin Loan ของโบรกเกอร์ แย้มการแก้กฎหมายกรณีให้ผู้บริหารรายงานการนำหุ้นไปจำนำ คาดมีโอกาสเห็นออกมาภายในปี 69

Categories : Update News, Stock Market

Public : 22/10/2025
 

ก.ล.ต. จ่อให้เกณฑ์ใหม่เพียบปี69ทั้ง  'ซิเคียวริตี้บูโร' เริ่มใช้ภายใน Q1/69 พร้อมปรับเกณฑ์การให้ บล.รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้า หวังปิดช่องโหว่ความเสี่ยงการปล่อย Margin Loan ของโบรกเกอร์ แย้มการแก้กฎหมายกรณีให้ผู้บริหารรายงานการนำหุ้นไปจำนำ คาดมีโอกาสเห็นออกมาภายในปี 69

 

นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการ และโฆษก สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายในงาน "Media Briefing ก.ล.ต. พบสื่อมวลชน เดือนต.ค.68"  ถึงความคืบหน้าในการสนับสนุนให้มี Securities Data Exchange Platform (ระบบ SDEP) หรือ "ซิเคียวริตี้บูโร" เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจ มีช่องทาง นำส่งข้อมูลวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ของลูกค้าระหว่างกัน  ซึ่งเป็นมาตรการป้องกันภายหลังเกิดเคส บริษัท มอร์ รีเทิร์น จำกัด (มหาชน)หรือ MORE โดยเบื้องต้นจะมีทดสอบระบบ SDEP ภายในช่วงเดือน พ.ย.นี้ และคาดว่าจะเริ่มนำมาใช้จริงได้ภายในช่วงไตรมาส 1/69

 

 

ทั้งนี้เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจมีข้อมูลเกี่ยวกับลูกค้าที่จำเป็นและเพียงพอต่อการนำไปใช้ประกอบการพิจารณากำหนดและทบทวนวงเงินให้แก่ลูกค้าอย่างเหมาะสมต่อความสามารถในการชำระหนี้ของลูกค้า ก.ล.ต. จึงได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ให้ผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบข้อมูลลูกค้าระหว่างกันในการกำหนดและทบทวนวงเงินซื้อขายหลักทรัพย์ พร้อมคาดหวังว่าตัวนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของระบบ

 

ขณะเดียวกันยังอยู่ระหว่างปรับปรุงหลักเกณฑ์การให้บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) รับคำสั่งขายชอร์ตของลูกค้าที่ยืนยันการจัดหาแหล่งยืมหุ้น (locate) เพื่อให้มีความชัดเจนมากขึ้น โดย บล. จะรับคำสั่งขายชอร์ตจากลูกค้าที่ขอยืนยันการ locate จาก บล.ได้เฉพาะเมื่อเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ตลอดจนหลักเกณฑ์การให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์ (margin loan) ของบริษัทหลักทรัพย์และการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจสัญญาซื้อขายล่วงหน้า เพื่อให้มีการกำกับดูแลการให้กู้ยืมเงินเพื่อซื้อหลักทรัพย์อย่างเหมาะสม และลดความเสี่ยงต่อ บล.

 

อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบข้อมูล ณ เดือน ก.ย.68 พบว่าโบรกเกอร์ทั้งอุตสาหกรรมมี margin loan รวม 4.87 หมื่นบ้านบาท และมีการวางหลักประกันรวม 174,403 ล้านบาท ซึ่งยังสูงกว่ามูลหนี้อยู่ 3.58 เท่า

 

"ก.ล.ต.ได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ดูแล margin loan ของโบรกเกอร์ โดยได้ปรับลดการปล่อยกู้ margin loan ลงเหลือไม่เกิน 4 เท่า ของส่วนผู้ถือหุ้น จากเดิมที่กำหนดให้โบรกเกอร์ปล่อยกู้margin loan ไม่ให้เกิน 5 เท่า ของส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อการกำกับดูแลการให้กู้ยืมมีความเหมาะสมและลดความเสี่ยง" นายเอนก กล่าว

 

นายเอนก กล่าวต่อว่าส่วนด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการซื้อขายหลักทรัพย์และลดความเสี่ยงในตลาด สำนักงาน ก.ล.ต.ยังคงติดตามและประเมินผลมาตรการดูแล Short Selling และ Program Trading ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ (16 เม.ย.68) รวมถึงอยู่ระหว่างปรับปรุงกฎหมายเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและการกำกับดูแลการขายชอร์ต โดยให้ผู้ลงทุนที่ไม่ส่งคำสั่งขายชอร์ตตามเกณฑ์ที่กำหนดมีความรับผิดตามกฎหมาย รวมทั้งเพิ่มกลไกให้สามารถติดตามผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง (End-Beneficial Owner) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจบัญชีแบบไม่เปิดเผยชื่อ (Omnibus Account)

 

ส่วนการเสนอแก้กฎหมายกำหนดหน้าที่ให้ผู้บริหารและกรรมการบริษัทจดทะเบียนรายงานการก่อภาระผูกพันในหลักทรัพย์ (Share Pledging) ในจำนวนที่มีนัยสำคัญ เช่น การนำหุ้นไปวางเป็นหลักประกันจำนำ หรือโอนหุ้นให้ custodian ถือแทน เพื่อให้ผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่สำคัญ ครบถ้วน และเพียงพอเพื่อประกอบการตัดสินใจลงทุน ปัจจุบันอยู่ในกระบวนการออกกฎหมาย ซึ่งคาดว่าจะมีโอกาสเห็นออกมาภายในปี 69

 

โดย ก.ล.ต.ได้กำหนด 6 มาตรฐานองค์ความรู้กรรมการไทย ร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อส่งเสริมให้กรรมการบริษัทจดทะเบียนมีความรู้ เข้าใจบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ รวมถึงมีการพัฒนาวิชาชีพผู้ตรวจสอบภายใน (IA) การยกระดับการกำกับดูแลและการปฏิบัติงานของที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) รวมถึงการเสนอแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้ ก.ล.ต. กำกับดูแลผู้ให้บริการที่เกี่ยวเนื่องกับตลาดทุน (gatekeeper) เช่น ผู้สอบบัญชี สำนักงานสอบบัญชี ที่ปรึกษาทางการเงิน ผู้ประเมินมูลค่าทรัพย์สิน และบริษัทจัดอันดับเครดิต ซึ่งอยู่ในกระบวนการแก้ไขกฎหมาย

 

นอกจากนี้การบังคับใช้กฎหมายนั้น การเสนอแก้ไขกฎหมายให้เจ้าหน้าที่ ก.ล.ต. เป็นพนักงานสอบสวนในคดีที่มีผลกระทบสูง (high impact) ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการร่วมสอบสวนคดี โดยใช้ความเชี่ยวชาญมาช่วยให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายในกรณี high impact รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งจะเพิ่มประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย โดยประสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการ (SupTech) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือเชื่อมั่น โปร่งใสเป็นธรรมให้กับตลาดทุน โดยมีเป้าหมายในการเพิ่มความรวดเร็ว ถูกต้องแม่นยำ ในการตรวจจับ การกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมาย ด้วยข้อมูล AI และเทคโนโลยี