BOI To IPO -Jump+ ความหวังตลาดหุ้นไทยปี‘69

Categories : Update News, Stock Market

Public : 05/11/2025

BOI To IPO -Jump+ ความหวังตลาดหุ้นไทยปี‘69 “อัสสเดช”  ชี้การลงทุนเท่านั้นที่จะหนุนให้เติบโต พร้อมปรับเกณฑ์รับหลักทรัพย์ให้เหมาะสม ด้านประธานตลาดหลักทรัพย์ ปลื้ม! คลอดตำรา พรบ.หลักทรัพย์ พ.ศ2535 ครั้งแรก!! เป็นคู่มือทั่งลงทุน และบังคับใช้กฎหมาย จ่อ หาคือ ก.ล.ต  บิ๊ก บจ. /ใครก็ตามทำผิดปรับทางแพ่งซ้ำๆ จ่อดำเนินคดีทางอาญา ขณะหุ้น ต.ค เพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า มาปิดที่ 1,309.50 จุด ลุ้นคนละคนึ่งพลัส ดันจีดีพีโต!!

นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า  ตลาดหลักทรัพย์ อยู่ระหว่าง การพิจารณาปรับปรุงหลักเกณฑ์กานรับหลักทรัพย์ เพื่อรองรับ ธุรกิจต่างประเทศที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอแล้วเข้ามาระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ และในการพิจารฯา ออกเกณฑ์ใดๆอยากให้ใช้ได้จริง  

อีกทั้ง บริษัทที่ได้รับ บีโอไอ กว่าจะมีการลงทุนเกิดขึ้นจริง ต้องใช้เวลา ซึ่ง ตลท ก็มีเวลาในการหารือและพิจารณาเกณฑ์ที่เหมาะสม 

อย่างไรก็ตามระหว่างนี้ ตลท ยังมี โครงการ Jump+ที่ขณะนี้ได้รับความสนใจมากขึ้นมีบริษัทเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กว่า 84 บริษัทแล้วและมองว่า การลงทุน คือเป็นสำคัญที่จะทำให้มี การเติบโต และ จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยน่าสนใจได้

ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์   ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์ กล่าวว่า ขณะนี้การ รวบรวมตำรา พรบ หลักทรัพย์ 2535 แล้วเสร็จแล้วและนับเป็นครั้งแรกที่มีตำรา ไว้ให้ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายตลาดทุน โดยเฉพาะอยากให้อ่านในหมวด 4  เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย รวมถึงมีแนวคิดจะหารือ กับ กลต. เรื่องการใช้มาตรการทางแพ่ง ที่ กลต ได้นำมาใช้ และมีการเปรียบเทียบปรับ ในกรณีที่มีผู้ทำผิด และถูกปรับซ้ำๆๆ อาจต้องมีการดำเนินการเชิงอาญาด้วย

 

 รวมถึงมีแนวคิดที่จะศึกษา ว่าการบังคับใช้กฎหมายหรือ การดำเนินคดีตลาดทุนที่ล่าช้า ทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจเท่าไร อย่างไร

 

ด้านภาพรวม ตลาดหุ้นไทยเดือนตุลาคม 2568 ทั้งความคาดหวังมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายและการท่องเที่ยวของรัฐ กำไรกลุ่มธนาคารที่ดีกว่าคาด ตัวเลขการส่งออกและจำนวนนักท่องเที่ยวที่สูงกว่าประมาณการ รวมถึงนักวิเคราะห์ส่งสัญญาณปรับเพิ่มประมาณการกำไรสุทธิบริษัทจดทะเบียนในปี 2568 ส่งผลให้ ดัชนี SET Index ในเดือนตุลาคม 2568 เพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า มาปิดที่ 1,309.50 จุด เพิ่มขึ้นเป็นเดือนที่สองติดต่อกัน นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยสนับสนุนในช่วงปลายเดือนจากการผ่อนคลายความกังวลเกี่ยวกับความตึงเครียดทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน หลังการประชุม APEC ประเทศเกาหลีใต้ ประกอบกับการปรับลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ลง 0.25% มาอยู่ที่ 3.754.00% เพื่อลดความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองว่าในระยะยาว เศรษฐกิจโลกยังเผชิญความไม่แน่นอนสูง จากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าและการเงิน ความเสี่ยงจากเทคโนโลยีและการประเมินมูลค่าสูงเกินจริงของหุ้น AI รวมถึงความเสี่ยงจากหนี้สาธารณะที่ค่อนข้างสูง

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า มาตการภาครัฐที่เน้นโครงการที่ประชาชนได้รับประโยชน์โดยตรง มีผลกระตุ้นเศรษฐกิจที่เห็นผลในระยะสั้น และสามารถกระจายรายได้ทั่วทั้งประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคการส่งออกและท่องเที่ยวในเดือนล่าสุดออกมาดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ ส่งผลให้เริ่มมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิของบริษัทจดทะเบียนไทยหลายกลุ่มอุตสาหกรรม นอกจากนี้ จากข้อมูลในอดีตพบว่า ในช่วงสองเดือนสุดท้ายของปี ผู้ถือหน่วยมักจะมีสถานะขายสุทธิกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)ลดลง ขณะที่มีเงินทุนไหลเข้าในกองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืน (ThaiESG) เพิ่มขึ้น เพื่อสิทธิประโยชน์ทางภาษี

 

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนตุลาคม 2568

SET Index ปิดที่ 1,309.50 จุด ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.8% จากสิ้นเดือนก่อนหน้า ทำให้ตั้งแต่ต้นปี SET Index ปรับตัวลดลง 6.5% โดยกลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี และ กลุ่มการเงิน
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 39,473 ล้านบาท (ลดลง 27.9% จากเดือนเดียวกันของปีก่อน) ส่งผลให้ในช่วง 10 เดือนแรกของปี มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 42,659 ล้านบาท
ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 4,496 ล้านบาท ส่งผลให้ตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนตุลาคม 2568 ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 100,739 ล้านบาท
ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 51.81% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 31.80% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 9.77% และบริษัทหลักทรัพย์ 6.62%
เดือนตุลาคม 2568 มีบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ซื้อขายใน SET 3 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. แมสเทค ลิ้งค์ (MASTEC), บมจ.แอตลาส เอ็นเนอยี (ATLAS) และบมจ.ออนเซ็น รีทรีต แอนด์ สปา กรุ๊ป (ONSENS)  ขณะที่ใน mai 2 หลักทรัพย์ ได้แก่ บมจ. อินดิจี (IDG) และ บมจ. 88(ไทยแลนด์) (88TH)
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นตุลาคม2568 อยู่ที่ระดับ 12.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 14.6 เท่าและ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.7 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ17.0 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นตุลาคม 2568 อยู่ที่ระดับ 3.76% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.96%