ผู้ว่าธปท. ถกคลัง-ก.ล.ต.เล็งยกระดับคุมผู้ค้าทองคำ-คริปโทฯ พบธุรกรรมผิดปกติ ส่งผลค่าเงินบาทแข็ง
Categories : Update News, Finance
Public : 18/12/2025ผู้ว่าธปท. หารือคลัง - ก.ล.ต. เตรียมยกระดับการกำกับการซื้อขายทองคำของผู้ค้าทองคำ และคริปโทฯ หวังลดกระทบเงินบาทแข็งค่า จ่อลดดอกเบี้ยอีก หวังประคองเศรษฐกิจให้เติบโตตามศักยภาพ
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “Driving Thailand Toward Sustainable Wealth : เปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจไทยเพื่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน” ในงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Thailand Next Move 2026 : Wealth Creation ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความมั่งคั่งยั่งยืน” จัดโดยวารสารการเงินธนาคาร ” ว่า ตั้งแต่ต้นปี 2568 (YTD) ค่าเงินบาทได้แข็งค่าขึ้นกว่า 8% โดยธปท. ติดตามพัฒนาการของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิดทุกวัน และ จะเข้าดูแลในบางช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่า หรือ อ่อนค่าเร็วเกินไป ซึ่งแรงกดดันต่อค่าเงินบาทมาจากปัจจัยเชิงพื้นฐาน จากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ , บัญชีเดินสะพัด , การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และ ปัจจัยที่ไม่ใช่เชิงพื้นฐาน เช่น การไหลของเงิน ทองคำ และ สกุลเงินดิจิทัล
นายวิทัยกล่าวว่า พบว่า ธุรกรรมการซื้อขายทองคำมีนัยสำคัญต่อค่าเงินบาท และเป็นแรงกดดันหลักในบางช่วงเวลา โดยปริมาณการซื้อขายเงินตราต่างประเทศ (FX) รายวันของกลุ่มผู้ค้าทองคำต่อปริมาณการซื้อขายรวมทั้งหมดในตลาด โดยเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 8% แต่ในวันที่ค่าเงินบาทขึ้นลงเร็ว หรือ แข็งค่าเร็วปริมาณการซื้อขาย FX ของร้านทองอาจสูงถึง 20% ของปริมาณการซื้อขายทั้งหมดในตลาด
"ธุรกรรมการซื้อขายทอง เป็นแบบเทรดแบบPaper Gold เพราะเมื่อราคาทองคำโลกสูงขึ้น ลูกค้าจะขายทองคำกระดาษ โดยพบว่ามีผู้ค้าทองคำรายใหญ่หลัก ๆ 3-4 ราย ที่ขายดอลลาร์ และ ซื้อบาทเพื่อปรับสถานะการทำธุรกรรมทำให้เกิดการไหลของเงินที่กดดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่า" นายวิทัยกล่าว
อย่างไรก็ตามมีมีหน่วยงานไหนที่กำกับดูแลผู้ประกอบการซื้อขายทองคำระหว่างประเทศโดยครง แต่ในส่วนของธปท.ได้สั่งการให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดในการตรวจสอบเอกสารก่อนรับทำธุรกรรม FX ที่เกี่ยวข้องกับทองคำ โดยต้องเรียกหลักฐานทุกธุรกรรม และ อยู่ระหว่างการหารือกับร้านทองรายใหญ่ ให้ผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมทองคำอย่างละเอียด ประกอบกับ ยังเข้าไปตรวจสอบธุรกรรมขาย FX เพื่อป้องกันการนำเงินเข้าประเทศที่ไม่พึงประสงค์
ในขณะเดียวกันได้หารือกับกระทรวงการคลังเพื่อขอให้ ธปท. มีอำนาจเรียกข้อมูล และ ทำการกำกับดูแลในบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายเงิน รวมถึงหารือกับหน่วยงานที่ออกพันธบัตรขนาดใหญ่เพื่อขอให้ชะลอการออกพันธบัตรในช่วงที่ค่าเงินผันผวน เพื่อลดแรงจูงใจในการไหลเข้าของเงินทุน และ มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพื่อช่วยติดตามแหล่งที่มาของคริปโทเคอร์เรนซี โดยธปท. กำหนดให้ผู้ที่นำเงินดอลลาร์เข้ามาขายเพื่อซื้อบาทต้องแจ้งแหล่งที่มาของเงินได้
นายวิทัยกล่าว สกุลเงินดิจิทัล (คริปโต) ก็เป็นอีกตัวหนึ่งที่ต้องมีการดูแล โดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) มีข้อจำกัดในการดูแลเรื่องนี้ สิ่งที่ต้องการคือการนำกฎหมายที่เรียกว่า “Travel Rule” มาใช้ ซึ่งต้องอาศัยกฎหมายของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เพื่อให้เห็นว่าเงินคริปโต (เช่น USDT) มีแหล่งที่มาต้นทางจากไหน เพื่อแยกแยะว่าเป็นเงินเทา เงินดี หรือเงินไม่พึงประสงค์
นายวิทัย กล่าวว่า ขณะนี้ เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ที่สุดในรอบหลายทศวรรษ อัตราการเติบโต นี้จะเติบโตเพียง 2.2% ซึ่งไทยกำลังเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจเติบโตต่ำ โดยปีหน้าลงมาอยู่ที่ประมาณ 1.5%
สำหรับปัจจัยสำคัญที่ฉุดรั้งการเติบโตมีทั้งปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน และ ความเสี่ยงภายนอก โดยปัญหาเชิงโครงสร้างที่สำคัญ ได้แก่ สังคมสูงวัยส่งผลให้กำลังซื้อ และ กำลังแรงงานลดลงอย่างมาก , ขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากขาดการลงทุนใหม่มาเป็นเวลานาน , ผลิตภาพต่ำ เนื่องจากพึ่งพาอุตสาหกรรมเก่า และ เทคโนโลยีเดิม , ความไม่แน่นอนทางการเมือง , ปัญหาความเหลื่อมล้ำ และ หนี้ครัวเรือนสูง
"ประเด็นที่น่ากังวลที่สุด คือ ศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ หรือ Potential GDP Growth ของประเทศที่ลดลงอย่างต่อเนื่อง จากเดิม 4.4% เหลือเพียงประมาณ 2.7% ในปัจจุบัน ซึ่งหมายความว่า หากประเทศไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง หรือ การลงทุนใหม่ อัตราการเติบโตสูงสุดเต็มที่ที่เราจะทำได้ก็จะอยู่แถว ๆ ระดับ 2.7% เท่านั้น โดยเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น เช่น นโยบายการเงินหรือ การคลัง จะไม่สามารถผลักดันให้เศรษฐกิจวิ่งไปถึงศักยภาพที่ 2.7% ได้"นายวิทัย กล่าว
ส่วนกรณีที่คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงอีก 0.25% ซึ่งเป็นการปรับลดรวม 5 ครั้ง ในรอบ 1 ปีที่ผ่านมา คิดเป็น 1.25% โดยระดับดอกเบี้ยที่ลดลงมาถึงปัจจุบันถือเป็นอัตราที่ต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ซึ่งยอมรับว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายมีผลต่อจีดีพีน้อยมาก และ ที่ผ่านมาการลดดอกเบี้ยมีผลไม่ถึง 0.2% ซึ่งการลดดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือที่ช่วยในเรื่องสภาพคล่อง และ ช่วยบรรเทาภาระหนี้ระยะสั้นได้บ้าง แต่ไม่สามารถแก้ปัญหาหลัก เช่น Productivity ต่ำ หรือ ปัญหาสังคมสูงวัยได้
นอกจากนี้ ธปท. ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์ให้ลดดอกเบี้ย และ ปล่อยสินเชื่อให้มากขึ้น เพื่อช่วยเหลือ และ ลดภาระหนี้ของประชาชน ตลอดจนประคองเศรษฐกิจให้พ้นความยากลำบาก ภายใต้การกระตุ้นจากภาคการคลังที่จำกัด
“เมื่อวันที่ 17 ธ.ค. กนง. ลดดอกเบี้ยอีก 0.25% ทำให้รวมกันใน 1 ปี ลดลงมาแล้ว 1.25% เป็นอัตราต่ำที่สุดในรอบ 3 ปี ถ้าถามว่ายังมีกระสุนเหลือมั้ย ยังเหลืออยู่บ้าง และ พร้อมที่จะลดต่อมั้ย ก็พร้อม แต่ถ้าถามว่าเหลือกระสุนมากมั้ย ก็ตอบว่ามีไม่มาก เพราะต้องเก็บไว้ใช้ในยามจำเป็นเท่านั้น”นายวิทัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม จากปัญหาเชิงโครงสร้างที่รุนแรง ทำให้ ธปท. ต้องปรับบทบาทครั้งสำคัญ โดยไม่เป็นเพียงผู้ดูแลเสถียรภาพและเงินเฟ้ออีกต่อไป เพราะตอนนี้ประเทศไทยขาดคนทำ ขอให้มาช่วยกันทำ โดยจะเข้ามาเป็นผู้นำในการเข้าไปแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง ด้วยการออกมาตรการเฉพาะจุด
เช่น การแก้ปัญหาหนี้ NPL รายย่อย , มาตรการค้ำประกันสินเชื่อเอสเอ็มอีร่วมกระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์ โดยจะออกมาเสริมกับบสย. ซึ่งตั้งเป้าปล่อยสินเชื่อให้ได้ 100,000 ล้านบาท เน้นไปยังกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่มีศักยภาพในการแข่งขันสูง เช่น อาหาร เกษตรแปรรูป , ยานยนต์ไฟฟ้า, อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการลงทุนใหม่ , การปรับปรุงความเป็นธรรมทางการเงิน โดยจะตรวจสอบเรื่องต้นทุนการเข้าถึงสินเชื่อ ดอกเบี้ย และ ค่าธรรมเนียมเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าสู่ระบบการเงินได้
