สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดคาดจีพีดีปี 2569 โต 2% ครึ่งปีแรกอืด ลุ้นรัฐบาลใหม่ ดอกเบี้ยมีโอกาสต่ำกว่า 1%

Categories : Update News, Finance

Public : 26/01/2026

นายทิม ลีฬหะพันธุ์ นักเศรษฐศาสตร์ ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า ธนาคารคาดว่าเศรษฐกิจไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่  2   % โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจในช่วงครึ่งแรกของปียังอยู่ในระดับจำกัด ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี ภายหลังการเลือกตั้ง การจัดตั้งรัฐบาลใหม่ และการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

 

อย่างไรก็ดี ในระยะสั้นเศรษฐกิจยังเผชิญแรงกดดันจาก ความไม่แน่นอนด้านการค้าโลกและการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ขณะที่นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายและมาตรการการคลังแบบเฉพาะจุด คาดว่าจะช่วยรองรับความเสี่ยงด้านลบได้ในระดับหนึ่ง โดยประเมินว่า จีดีพีครึ่งปีแรกจะเติบโตเพียง 0.7% ก่อนเร่งขึ้นเป็น 3.4% ในครึ่งปีหลัง

 

เงินเฟ้อติดลบ เปิดทางดอกเบี้ยขาลง

สแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดมองว่า อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับต่ำ โดยคาดว่า เงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบต่อเนื่องจนถึงช่วงกลางปี 2569 จากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอและราคาพลังงานที่ปรับลดลง ซึ่งเอื้อต่อการดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลาย

 

ธนาคารคาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายจะปรับลดลงสู่ระดับ 1% ภายในสิ้นปี 2569 เพื่อสนับสนุนภาวะการเงินและการขยายตัวของสินเชื่อ

“เรามองว่าธปท.จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้อีก 0.25% ลงมาอยู่ที่ 1.00% ซึ่งอาจแตกต่างจากมุมมองของสำนักอื่น ๆ เนื่องจากปีนี้เศรษฐกิจโตต่ำกว่าปีก่อน และเงินเฟ้อติดลบต่อเนื่องมาแล้วถึง 9 เดือน”

 

นายทิมยังระบุว่า ในกรณีเลวร้าย (worst-case) หากปัจจัยต่างประเทศรุนแรงกว่าคาด การเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า หรือสถานการณ์การเมืองไม่ราบรื่น อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวได้เพียง 1.3–1.4% และดอกเบี้ยนโยบายอาจต่ำกว่า 1%

 

ท่องเที่ยวฟื้นช้า จีนยังไม่กลับเต็มที่

ภาคการท่องเที่ยวฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยในปี 2568 มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ 26.9 ล้านคน คิดเป็นราว 82% ของระดับก่อนโควิด-19 แม้นักท่องเที่ยวจีนยังต่ำกว่าระดับในอดีต แต่คาดว่าช่วงเทศกาลตรุษจีนปี 2569 จะช่วยหนุนจำนวนนักท่องเที่ยวในระยะสั้น ควบคู่กับอุปสงค์จากตลาดหลักอื่น ๆ อย่างไรก็ตาม การฟื้นตัวอย่างยั่งยืนยังต้องอาศัยแรงสนับสนุนเพิ่มเติม

การคลังยังบริหารได้ รักษา Investment Grade

ด้านการคลัง คาดว่าการขาดดุลงบประมาณในปีงบประมาณ 2569 จะลดลงเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4.4% ของ GDP แม้การปรับฐานะการคลังต้องใช้เวลา แต่ฐานะการคลังของไทยยังอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ และประเทศยังมีโอกาสรักษา อันดับความน่าเชื่อถือระดับลงทุน (Investment Grade) ไว้ได้

บาทแข็งต้นปี ก่อนอ่อนกลางปี

สำหรับค่าเงินบาท ธนาคารมองว่าในช่วงไตรมาสแรกยังมีแนวโน้มแข็งค่า แต่ตั้งแต่ไตรมาส 2 ถึงกลางปี คาดว่าจะเริ่มอ่อนค่าจากปัจจัยฤดูกาลจ่ายเงินปันผลของนักลงทุนต่างชาติ และผลจากมาตรการภาครัฐ โดยประเมินค่าเงินบาทที่ 33.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ กลางปี และ 33.50 บาทต่อดอลลาร์ฯ ณ สิ้นปี

“เงินบาทแข็งค่าสวนทางปัจจัยพื้นฐานตามราคาทองคำ ซึ่งคาดการณ์ได้ยาก โดยปีนี้ตั้งเป้าราคาทองไว้ที่ 5,150 ดอลลาร์ต่อออนซ์ ขณะที่ปัจจุบันขยับขึ้นมาใกล้ระดับดังกล่าวแล้ว”

การเมืองหนุนครึ่งปีหลัง แต่ต้องจับตาวินัยการคลัง

ในมุมมองด้านการเมือง ธนาคารประเมินเชิงบวกว่าไทยจะสามารถจัดตั้งรัฐบาลใหม่และแถลงนโยบายต่อสภาฯ ได้ราวเดือนมิถุนายน ซึ่งจะเป็นปัจจัยหนุนเศรษฐกิจในครึ่งปีหลัง อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามคือ วินัยการคลังในภาวะหนี้สาธารณะใกล้แตะเพดาน 70% รวมถึงความต่อเนื่องของรัฐบาล ซึ่งอาจกระทบความเชื่อมั่นและการลงทุน

“ไม่ว่าอันดับเครดิตจะอยู่ที่ BBB+ หรือ BBB ก็ยังถือเป็น Investment Grade ขณะที่เงินลงทุนจากต่างชาติยังอยู่ในโหมดรอดูความชัดเจน ทั้งเรื่องภาษีการค้าของสหรัฐฯ และเสถียรภาพทางการเมืองของไทย”