ตลท.จัดหนัก!!!! เตรียมพร้อมเสนอ “แพ็กเกจ” กระตุ้นตลาดทุนถึงรัฐบาลใหม่! ปักหมุดเดือนพฤษภาคม ผนึกพันธมิตรทั้งโบรกเกอร์ -บจ เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนต่างประเทศ หลังภาพการเมืองโฉมหน้ารัฐบาลชัด ขนจุดเด่นหุ้นไทยอวดนักลงทุน
Categories : Update News, Stock Market
Public : 09/02/2026ตลท.จัดหนัก!!!! เตรียมพร้อมเสนอ “แพ็กเกจ” กระตุ้นตลาดทุนถึงรัฐบาลใหม่! ปักหมุดเดือนพฤษภาคม ผนึกพันธมิตรทั้งโบรกเกอร์ -บจ เดินสายโรดโชว์ดึงนักลงทุนต่างประเทศ หลังภาพการเมืองโฉมหน้ารัฐบาลชัด ขนจุดเด่นหุ้นไทยอวดนักลงทุน
ตลาดหุ้นไทยเริ่มต้นปี 2569 หรือปีม้าด้วยความคึกคัก !!!! ดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเม็ดเงินลงทุนจากนักลงทุนต่างชาตก็ไหลเข้ามา จากปรากฎการณ์ “election rally “ และการเข้ามาลงทุนหุ้นเพื่อรับเงินปันผลเพราะ ตลาดหุ้นไทยขึ้นเชื่อว่าเป็นตลาดที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลเกือบสูงที่สุด !! ของภูมิภาค โดยปี 9 เดือนแรก ของปี 2568 มีเม็ดเงินปันผลสูงถึง 6.51 แสนล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 9.71% จากปี 2567 หรือมีอัตราการจ่ายเงินปันผลเกิน 4%
9 ภุมภาพันธ์ 2569 การเลือกตั้งจบเสร็จแล้วและพรรคภูมิใจไทย ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกุล เป็นหัวหน้าพรรคและว่าที่นายกรัฐมนตรี คนที่ 33 ของประเทศไทย ได้คะแนนเสียงท่วมท้น และเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลและด้วยเสียงที่มาก “โอกาสมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ”สูงซึ่งก็จะปัจจัยหนุนตลาดและโอกาสออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อทำให้จีดีพีประเทศเติบโตต่อไป
*** เสนอแพ็กเกจกระตุ้นตลาดทุน
นายกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ เป็นประธานกรรมการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ เตรียมจะเสนอแพ็กเกจ มาตรการกระตุ้นตลาดทุนต่อรัฐบาลชุดใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของตลาดทุน อาทิ ปลดล็อกข้อจำกัดเรื่องสัดส่วนการถือหุ้นของชาวต่างชาติในธุรกิจบางประเภท โดยอนุญาตให้ต่างชาติลงทุนในหุ้นทุนได้ไม่จำกัด แต่ยังคงอำนาจการควบคุมไว้ที่ผู้ถือหุ้นไทย ซึ่งมาตรการนี้จะช่วยดึงดูดเงินลงทุนต่างชาติโดยไม่กระทบต่อความมั่นคงของสิทธิความเป็นเจ้าของในบริษัทจดทะเบียน
ขณะเดียวกันสนับสนุนการควบรวมกิจการ โดยเสนอให้มีสิทธิประโยชน์ทางภาษีเพื่อกระตุ้นให้เกิดการควบรวมกิจการ โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจเศรษฐกิจใหม่เพื่อสร้างบริษัทที่มีขนาดใหญ่และมีความสามารถในการแข่งขันสูงขึ้น ,การปรับปรุงเกณฑ์รับบริษัทจดทะเบียน เพื่อดึงดูดบริษัทจดทะเบียนและสร้างรายได้และเสียภาษีให้แก่ภาครัฐมากขึ้น รวมถึงการพิจารณาสิทธิประโยชน์ทางภาษีในส่วนของซัพพลายเชนเป็นต้น

สำหรับมาตรการ เรียกความเชื่อมั่นตลาดทุนต่อเนื่อง พร้อมดำเนินการ และเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายโดยเสนอให้มีการแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มความรวดเร็วในการลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับ พรบ.หลักทรัพย์ฯ โดยอาจผลักดันเป็น พรบ. หรือ พรก. เพื่อลดความล่าช้าในชั้นกฤษฎีกา ซึ่งปัจจุบันอาจใช้เวลาถึง 1-1.5 ปี
นอกจากนี้มุ่งสร้างความเข้าใจในพฤติกรรมการกระทำผิดในตลาดทุนให้แก่หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม เช่น ตำรวจ อัยการ และศาล รวมถึงแนวคิดการจัดตั้ง หน่วยงานพิเศษในแต่ละองค์กรเพื่อดูแลคดีตลาดทุนโดยเฉพาะ รวมทั้งยกระดับการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต.เพิ่มประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อและส่งข้อมูลระหว่างกัน เพื่อให้การดำเนินคดีรวดเร็วขึ้น
***ลุยโรดโชว์เรียกความเชื่อมั่น- บุกพบ MSCI
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์จะ ร่วมกับโบรกเกอร์ต่างประเทศ ออกเดินสายโรดโชว์ ตามแผนการดึงเม็ดเงินลงทุน ซึ่งจะเริ่ม ตั้งแต่เดือนพ.ค.นี้เป็นต้นไป หลังจากจบสิ้นการเลือกตั้ง และเห็นแนวโน้มโฉมหน้ารัฐบาลใหม่ เพราะเป็นประเด็นที่มีจะมีความคัญและเป็นข้อมูลที่นักลงทุนต่างชาติสนใจ และถือว่าเป็นข้อมูลใหม่ ที่เป็นภาพใหญ่ของประเทศ
ขณะที่ตัวเลขพื้นฐานของตลาดหุ้นไทย ยังมีจุดเด่นและจุดแข็งพร้อมที่จะนำไปเสนอกับนักลงทุนได้ เช่น
*** พี/อีถูกรอบ5ปี – 661 บจ เทรดต่ำพื้นฐาน - ปันผลเกิน4% สูงเป็นประวัติการณ์
ตลาดหุ้นไทย มี Forward PE ที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีซึ่งอยู่ที่ 15.9 เท่า
มีบริษัทจดทะเบียน(บจ.) กว่า 611 แห่งที่ ซื้อขายที่ P/BV ต่ำกว่า 1 เท่า (ณ 3 ก.พ. 69)
มีบจ.จำนวน 128 แห่ง มีผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น ( ROE) สูงกว่า 15 เท่า (ณ ไตรมาส 3/68)
มีบจ. 370 แห่ง. มีกำไรสุทธิเทียบงวดเดียวกันปีก่อน( YoY )เพิ่มขึ้น โดยมี 242 บจ. มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากว่า 10% YoY (ณ ไตรมาส 3/68)
ตลาดหลักทรัพย์ไทยมี Dividend yield ประมาณ 4% สูงกว่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 2.8% (ณ สิ้นปี 2568) และใน ปี 2568 บจ. ในตลาดหลักทรัพย์จ่ายปันผลรวม 6.51 แสนล้านบาทในปี 2568 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเพิ่มขึ้น 9.71% จากปี 2567 3 หมวดธุรกิจที่จ่ายปันผลสูงสุดได้แก่ หมวดพลังงานและสาธารณูปโภค หมวดธนาคาร และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
หนุนให้ SETHD Total Return Index ให้ผลตอบแทนรวม 11.32% สูงกว่า SET Index (SET TRI -6)
นอกจากนี้ บจ. ซื้อหุ้นคืนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 3.75 หมื่นล้านบาท ในปี 2568 สูงกว่าการซื้อหุ้นคืนเฉลี่ยในรอบ 5 ปีที่ 7 พันล้าน หลังการปรับกฎการซื้อหุ้นคืนสามารถทำได้ต่อเนื่อง
สำหรับ โครงการ JUMP+ ซึ่งเป็นโครงการที่เชื่อมั่นว่าในท้ายที่สุดแล้วจะเป็นโครงการที่จะสนับสนุนให้ บจ.ผลกำไรที่ดีขึ้นและจะเป็นปัจจัยหลักสำคัญที่จะดึงเม็ดเงินให้เข้ามาลงทุนก็เดินหน้าได้ดีและยังเป็นกลยุทธ์สำคัญของตลาดหลักทรัพย์ ขณะนี้มี บจ. 114 บจ. ร่วมโครงการ JUMP+
เดินหน้าลดคาร์บอน-ยั่งยืน
สำหรับการเดินหน้าร่วมลดคาร์บอนตลาดหลักทรัพย์ก็ให้ความสำคัญโดยได้ ทำ SETCarbon Platform ซึ่งในปี2568 มี 299 บจ. เข้าใช้งาน SETCarbon Platform สูงกว่าเป้าหมายเบื้องต้นที่ 100 บจ. ขณะที่ในส่วนของ บจ ให้ความสนใจและสำคัญในเรื่องนี้โดยวัดได้จาก การประกาศผลประเมิน SET ESG Ratings ในปี 2568 มี 264 บจ. เพิ่มจากปีก่อน ที่มี 219 บจ. ในปีก่อนหน้า และตลาดหลักทรัพย์ ร่วมกับ ก.ล.ต. พัฒนาระบบเพื่อสนับสนุนการเปิดเผยข้อมูลด้านความยั่งยืน สอดคล้องกับ ISSB Standards
นายอัสสเดช กล่าวว่า ที่ผ่านมาตลาดหลักทรัพย์ได้เดินทางไปพบกับ #MSCI เพื่อสอบถามข้อมูลในทุกๆด้านที่มีผลต่อการคำนวณน้ำหนักของMSCI เช่นกฎเกณฑ์ต่างๆของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งทาง MSCI ก็ไม่ได้ติดแต่ปัญหาสำคัญคือเรื่องสภาพคล่อง เรื่องการเติบโตทางเศรษฐกิจ การเข้าสู่การคำรวณของประเทศอื่นๆที่ผ่านมาตลาดหุ้นไทยน้ำหนักใน MSCI ลดลงจากการที่อินเดิยเข้าสู่การคำนวณ ดัชนี เป็นต้น
“ ยอมรับว่าตลาดทุนในยุคปัจจุบันมีความผันผวน แต่หน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ยังต้องเดินหน้า เพิ่มความเชื่อมั่น เพิ่มสินค้าและ เพิ่มจำนวนนักลงทุน ซึ่ง การพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนระยะยาว เช่น ทิสา สร้างเครื่องมือการออมระยะยาวลดปัญหาการเทขายหุ้นเมื่อครบกำหนดอายุโครงการ พร้อมเสนอให้พิจารณาการยกเว้นภาษีเงินปันผลหรือสิทธิประโยชน์ในระยะยาวมากกว่าลดหย่อนภาษีในระยะสั้น “
สุดท้าย นายอัสสเดช กล่าวว่า ตลาดหลักทรัพย์อยู่ระหว่างศึกษาและพิจารณาที่จะกลับมาเปิด-ปิดตลาดในเวลาเดิมหลังจากได้ปรับให้มีการซื้อขายเร็วขึ้นในช่วงครึ่งวันบ่าย เป็นเวลา 14.00น จากเดิม 14.30 น.หลังใช้มาประมาณ 2 ปี ซึ่งประสิทธิผลที่เกิดขึ้นเทียบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นแล้ว แล้วไม่ดีมากพอ !!!
