รัฐบาลเอาจริง! ปราบ “กักตุนน้ำมัน-เก็งกำไร” สั่ง DSI รับคดีพิเศษ ขยายผลทั้งระบบ
Categories : Update News, Energy
Public : 03/04/2026ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม, พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI), พล.ร.อ.ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ และเลขาธิการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.), นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน, พล.ต.อ.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ, นายกริชเพชร ชัยช่วย อธิบดีกรมเจ้าท่า, นายพันธ์ทอง ลอยกุลนันท์ อธิบดีกรมศุลกากร และนายพรชัย ฐีระเวช อธิบดีกรมสรรพสามิต ร่วมแถลงมาตรการปราบปรามการลักลอบกักตุนน้ำมัน
นายอนุทิน เปิดเผยว่า รัฐบาลได้ตั้ง “ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.)” พร้อมแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชกำหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2516 เพื่อกำกับดูแล ตรวจสอบ และบังคับใช้กฎหมายกับผู้กักตุนน้ำมันที่สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน
ทั้งนี้ ได้กำชับทุกหน่วยงานยึดหลัก “ปิดชื่อ ยึดพฤติกรรม” ไม่ว่าจะเป็นบุคคลหรือกลุ่มใด หากพบเอาเปรียบประชาชน หรือกระทบความมั่นคงด้านพลังงาน จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดและเคร่งครัด
นายกรัฐมนตรีระบุว่า กระทรวงยุติธรรม โดย DSI ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมธุรกิจพลังงาน ศรชล. กรมเจ้าท่า กรมสรรพสามิต กรมการค้าภายใน กรมศุลกากร และฝ่ายปกครอง ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบผู้ค้าน้ำมันทั้งรายใหญ่และระดับกลาง รวมถึงผู้รับน้ำมันจาก Jobber โดยจากการตรวจสอบระบบขนส่งน้ำมันจนถึงวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา พบพฤติกรรมเข้าข่ายกักตุนและค้ากำไร 3 รูปแบบหลัก ได้แก่
1 ประวิงเวลาขนส่งทางทะเล โดยลอยลำเรือไม่ส่งน้ำมันเข้าคลังตามปกติ เพื่อรอราคาขายปลีกปรับขึ้น
2. ปฏิเสธจ่ายน้ำมันจากคลังขนาดใหญ่ไปยังสถานีบริการหรือผู้ใช้ปลายทาง
3.ขนส่งน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน และอาจเชื่อมโยงการลักลอบส่งออก
นอกจากนี้ ยังพบความผิดปกติของข้อมูลปริมาณน้ำมันระหว่างกรมเจ้าท่าและกรมธุรกิจพลังงาน เทียบกับข้อมูลน้ำมันจากโรงกลั่นที่อ้างอิงภาษีสรรพสามิต ซึ่งจะตรวจสอบร่วมกับฐานข้อมูลเดินเรือของ ศรชล. และขยายผลไปยังการขนส่งทางบกและการส่งออกไปประเทศเพื่อนบ้าน
นายอนุทิน กล่าวย้ำว่า พฤติกรรมดังกล่าวเป็นการแสวงหากำไรเกินควรในช่วงวิกฤติพลังงานโลก ส่งผลให้รัฐบาลต้องใช้งบกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคามากขึ้น ปัจจุบันมีภาระขาดทุนสะสมกว่า 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอุดหนุนประมาณ 17 บาทต่อลิตร โดยยืนยันว่าเงินดังกล่าวมีเป้าหมายช่วยประชาชน ไม่ใช่เปิดช่องให้เกิดการกักตุนหรือการลักลอบจำหน่าย
พร้อมมอบหมายให้ DSI รับเรื่องขยายผลเป็นคดีพิเศษ และดำเนินคดีอย่างเฉียบขาด รวมถึงใช้มาตรการเชิงป้องกันควบคู่ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
ด้าน พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยความคืบหน้ากรณีจังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า จากการตรวจสอบพบเรือบรรทุกน้ำมันออกจากคลัง 6 แห่ง รวม 96 เที่ยว ปริมาณน้ำมันต้นทาง 217 ล้านลิตร แต่ถึงปลายทางเพียง 160 ล้านลิตร สูญหาย 57 ล้านลิตร เข้าข่ายขนถ่ายน้ำมันกลางทะเลและกักตุนเกินความจำเป็น โดย DSI รับเป็นคดีพิเศษ และเตรียมเรียกผู้เกี่ยวข้องสอบสวน หากพบความผิดจะดำเนินคดีตามกฎหมาย
ขณะที่ พล.ต.อ.ธัธชัย ปิตะพีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า จากการตรวจสอบสถานีบริการ 39 แห่ง พบ 27 แห่งเกี่ยวข้องกับ Jobber และมี 6 แห่งเข้าข่ายน่าสงสัยว่ากักตุนน้ำมัน โดยพบพฤติกรรมสำคัญคือ “มีน้ำมันแต่ไม่จ่าย” หรือจ่ายลดลงผิดปกติ เช่น คลังน้ำมันบางแห่งลดการจ่ายจาก 18 ล้านลิตรในเดือนกุมภาพันธ์ เหลือ 11 ล้านลิตรในเดือนมีนาคม ทั้งที่โรงกลั่นยังผลิตเต็มกำลัง
นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือพบคลังน้ำมันแห่งหนึ่งลดการจ่ายจากปกติ 2 ล้านลิตรต่อวัน เหลือเพียง 1.2 ล้านลิตร ส่งผลให้สถานีบริการในพื้นที่ตอนล่างเกิดภาวะขาดแคลนอย่างรุนแรง ทั้งที่ปริมาณน้ำมันในระบบไม่ได้ลดลง
ยังพบพฤติกรรมลักลอบจำหน่ายนอกระบบ เช่น สถานีบริการสั่งน้ำมันแต่ไม่นำขายหน้าปั๊ม กลับนำไปขายภาคอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมในราคาสูงกว่า รวมถึงกรณีเปลี่ยนจุดส่งน้ำมันจากพื้นที่ลาดกระบังไปยังจังหวัดนครสวรรค์ และการกักตุนในพื้นที่หลังสถานีบริการ
อีกทั้ง ตรวจพบการลักลอบขนส่งน้ำมันข้ามแดนบริเวณอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก โดยใช้รถบรรทุกขนาดใหญ่ และกรณีเรือประมงไทยสวมทะเบียนต้องสงสัยลักลอบจำหน่ายน้ำมันกลางทะเล ซึ่งอยู่ระหว่างการขยายผลสอบสวนเพิ่มเติม
รัฐบาลยืนยันจะเดินหน้าปราบปรามอย่างจริงจังทั้งระบบ ควบคู่กับมาตรการป้องกัน เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานและคุ้มครองผู้บริโภคในระยะยาว
