หุ้นไทยมองข้ามช็อต!! พุ่งรับปัจจัยแกร่ง รัฐบาลใหม่เสียงแน่น นโยบายต่อเนื่อง ปันผลสูง4 % เกินภูมิภาค โครงสร้างตลาด25% หุ้นพลังงาน-พลังงานทางเลือก-ปิโตรเคมี หนุน EPS พร้อมเดินหน้าเพิ่มมูลค่า JUMP+-TISAหนุนโตยั่งยืน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 10/04/2026

หุ้นไทยมองข้ามช็อต!! พุ่งรับปัจจัยแกร่ง  รัฐบาลใหม่เสียงแน่น นโยบายต่อเนื่อง ปันผลสูง4 % เกินภูมิภาค  โครงสร้างตลาด25% หุ้นพลังงาน-พลังงานทางเลือก-ปิโตรเคมี หนุน EPS พร้อมเดินหน้าเพิ่มมูลค่า JUMP+-TISAหนุนโตยั่งยืน

สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14 จุด  เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 SET Index  ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น 15% ขณะที่มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 6.5 หมื่นล้านบาท  

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า

แม้ว่าประเทศไทยในฐานะผู้นำเข้าน้ำมันจะได้รับผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ โดยมีมูลค่าการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติสุทธิคิดเป็นสัดส่วนถึง 6% ของรายได้ประชาชาติ และ 58% ของปริมาณที่นำเข้าทั้งหมดมาจากแหล่งผลิตในตะวันออกกลาง   แต่ SET Index ปรับตัวลดลงสะท้อนสถานการณ์วิกฤตพลังงานไปในระดับหนึ่งแล้ว

 

และตอนนี้ ตลาดหุ้นมองข้ามช็อต ไปข้างหน้าแล้ว โดยเฉพาะ  การที่เรามีรัฐบาลใหม่ มีเสียงมั่นคง ทำให้การดำเนินนโยบายต่อเนื่อง  

การมี่หุ้นไทยจ่ายปันผลดีอัตราผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 4% สูงกว่าภูมิภาคที่จ่าย 3%  การมีโครงการ  JUMP+  TISA ซึ่งเป็นกระตุ้น ระยะยาว เชื่อว่าจะทำให้ตลาดทุนได้รับความสนใจมากขึ้น

“ช่วงเกิดสงครามตลาดหุ้นลดลงในเดือนมีนาคมประมาณ5%เทียบเดือนก่อนหน้า แต่หากดูYTDหุ่นยังบวก 15% ซึ่งชัดเจน จากการที่โครงสร้างตลาดหุ้น กว่า 25% มีหุ้นพลังงาน พลังงานทางเลือก และปิโตรเคมี ที่เห็นชัดแนวโน้ม EPSขยับขึ้นสอดคล้องไปกับการเพิ่มขึ้นของดัชนี ”

อย่างไรก็ดี ยังคงมีความไม่แน่นอนในหลายด้านที่ยังต้องติดตาม และอาจส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ต่างๆ ในระยะข้างหน้าโดยเฉพาะนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เดิมคาดจะลง2 ครั้งแต่เมื่อมีสงคราม ราคาน้ำมันพุ่ง เงินเฟ้อพุ่ง ทำให้ตอนนี้ ตลาดคาดว่าจะไม่ลดแล้ว 

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทยเดือนมีนาคม 2569

สิ้นเดือนมีนาคม 2569 SET Index ปิดที่ 1,448.14จุด ลดลง 5.24%  จากสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เป็นไปในทิศทางเดียวกับภูมิภาคจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม SET Index สิ้นเดือนมีนาคม 2569 ยังคงเพิ่มขึ้น 15% จากสิ้นปี2568
กลุ่มอุตสาหกรรมที่ปรับตัวดีกว่า SET Index เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2568 ได้แก่ กลุ่มเทคโนโลยี สินค้าอุตสาหกรรม และกลุ่มทรัพยากร
มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของ SET และ maiเดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 75,322 ล้านบาท เพิ่มขึ้น95.69% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 65,109 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 52% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ผู้ลงทุนต่างประเทศขายสุทธิ 39,754 ล้านบาทในเดือนมีนาคม 2569 อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม 2569 ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงซื้อสุทธิสะสมที่ 19,152 ล้านบาท
ผู้ลงทุนต่างประเทศยังคงมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ระดับ 53.85% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ตามด้วยผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศ 32.17% ผู้ลงทุนสถาบันในประเทศ 7.36% และบริษัทหลักทรัพย์6.62%
Forward P/E ของตลาดหลักทรัพย์ ณ สิ้นมีนาคม2569 อยู่ที่ระดับ 14.96 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 12.67 เท่าและ Historical P/E อยู่ที่ระดับ 16.40 เท่า ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 16.36 เท่า
อัตราเงินปันผลตอบแทนของตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นมีนาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 4.25% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ 2.94%

JUMP+ทะลุเป้า 143 บจ มาร์เก็ตอคป2.2ลล 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีวิสัยทัศน์เป็น The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” หรือเส้นทางแห่งความเชื่อมั่นสู่โอกาสของทุกคน โครงการ JUMP+ นับเป็นหนึ่งในโครงการสำคัญที่สะท้อนพันธกิจการสร้างตลาดที่น่าเชื่อถือ (Trusted Marketplace) โครงการนี้ มี บจ. เข้าร่วมโครงการ 143 บริษัท มีมูลค่าหลักทรัพย์รวมตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) 2.2ล้านล้าน เป็น บจ. ใน SET 87 บริษัท และ mai 56 บริษัท ครอบคลุม บจ. หลากหลายขนาด และอุตสาหกรรม สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของภาคธุรกิจในการให้ความสำคัญกับการเพิ่มมูลค่าบริษัทเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน

โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งใน flagship projects ตามแผนกลยุทธ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งริเริ่มขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความท้าทายของตลาดทุนไทยที่ต้องการยกระดับความน่าสนใจของ บจ. และตลาดทุนไทย โดยส่งเสริมให้ บจ. มีเป้าหมายและแผนระยะยาวในการเพิ่มมูลค่าบริษัท (Corporate Value) ควบคู่ไปกับการสื่อสารกับผู้ลงทุนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งบริษัทที่ร่วมโครงการต้องจัดทำแผน JUMP+ กำหนดเป้าหมายและแผน 3 ปี (2569–2571) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ไม่ว่าจะเป็นแผนด้านธุรกิจ

ด้านธรรมาภิบาล และแผนจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยจากแผนด้านธุรกิจของทั้ง 143 บริษัทที่นำส่งเข้ามา มี บจ. ตั้งเป้าหมายการเติบโตด้านรายได้หรือกำไรสูงถึง 138 บริษัท หรือคิดเป็น 96% และมีแผนกลยุทธ์ในการขับเคลื่อนเป้าหมาย 278 แผนงาน ครอบคลุมทั้งมิติการเติบโต (Growth) มิติประสิทธิภาพ (Profitability and Efficiency) และเสถียรภาพ (Financial Stability) ในด้านแผนด้านธรรมาภิบาลจำนวน 272 แผนงาน กว่าครึ่งเป็นแผนยกระดับการต่อต้านการทุจริตและคอร์รัปชัน แผนยกระดับการแจ้งเบาะแสการกระทำผิด และแผนยกระดับการป้องกันการใช้ข้อมูลภายใน ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความสำคัญด้าน Governance นอกจากนี้ มี 114 บริษัท หรือ 80% ของบริษัทที่เข้าร่วมโครงการ ที่เลือกจัดทำแผนการจัดการก๊าซเรือนกระจก (Climate Action Plan) แบบสมัครใจ ซึ่งสะท้อนถึงการให้ความความสำคัญด้านESG ของ บจ.

หลังจากที่ บจ. นำเสนอแผน JUMP+ ต่อผู้ลงทุนครบทุกบริษัทภายใน 17 เม.ย. นี้แล้ว บจ. จะต้องรายงานความคืบหน้าการดำเนินงานตามแผน JUMP+ และสื่อสารให้ผู้ลงทุนทราบ อย่างน้อยทุก 6 เดือน โดยผู้ลงทุนสามารถถามคำถามกับผู้บริหารได้โดยตรงระหว่างการนำเสนอความคืบหน้าการดำเนินงาน รวมถึงสามารถติดตามข้อมูลที่เกี่ยวกับแผนงาน JUMP+ ของบริษัท ผ่านเว็บไซต์ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายใต้เมนู JUMP+

ทั้งนี้ ในกรณีที่มีปัจจัยต่าง ๆ กระทบการดำเนินงานตามแผน JUMP+ ของบริษัท บจ. สามารถปรับเปลี่ยนเป้าหมาย แผนงาน หรือข้อมูลใดๆ เกี่ยวกับแผน JUMP+ ได้ โดยต้องได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท และต้องเปิดเผยและสื่อสารข้อมูลดังกล่าวแก่ผู้ลงทุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้กำกับดูแลการเปิดเผยข้อมูลและกำกับการซื้อขาย บจ. ในโครงการ JUMP+ ให้เป็นไปตามเกณฑ์เช่นเดียวกับ บจ. ทุกราย แลเจะต้องชี้แจงทันทีถ้าทำไม่ได้