ลุ้น!!หุ้นเปิดเช้านี้ หลังหยุดยาวสงกรานต! ปัจจัยลบ เจรจาล่ม สหรัฐ/อิหร่าน ดันน้ำมันพุ่ง !!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 16/04/2026ลุ้น!!หุ้นเปิดเช้านี้ หลังหยุดยาวสงกรานต! ปัจจัยลบ เจรจาล่ม สหรัฐ/อิหร่าน ดันน้ำมันพุ่ง !!

FSS เราคาด SET Index แกว่งตัว Sideways to Sideways Up โดยได้แรงหนุนจากความคาดหวังการเจรจาสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านที่อาจมีข้อยุติเร็ว อย่างไรก็ตามถูกถ่วงจาก DELTA ติด Cash Balance ซึ่งจำกัด Upside ดัชนี ระยะสั้นคาดเม็ดเงินหมุนออกจาก DELTA ไปยังหุ้นกลุ่ม Consumption และหุ้นที่ได้อานิสงส์จากสงครามคลี่คลาย
🌍 ปัจจัยต่างประเทศมีข่าวเตรียมเจรจาสหรัฐฯ–อิหร่านสัปดาห์หน้าที่ปากีสถาน หนุน Sentiment เชิงบวก ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent แกว่งและยืนราว US$95 ต่อบาร์เรล และเงินไหลเข้าสินทรัพย์เสี่ยงต่อเนื่อง ติดตาม GDP จีน 1Q26 (ตลาดคาด +4.8%)
🇹🇭 ปัจจัยในประเทศในประเทศเริ่มทยอยประกาศกำไรกลุ่มธนาคารด้วย TISCO วันนี้ และจับตาครม.ออกมาตรการเศรษฐกิจ เช่น คนละครึ่งพลัสเฟส 2 ที่คาดเข้า ครม. 21 เม.ย. เพื่อพยุงกำลังซื้อ
🔍 หุ้นเด่นวันนี้: CPALL — “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาทคาดกำไร 1Q26 ที่ 8.1 พันลบ. +7% y-y, +11% q-q หนุนจาก 7-11 โตต่อและ CPAXT ฟื้น โดย SSSG 7-11 +1.3% y-y ขณะที่ GPM และ SG&A ควบคุมได้ดี ปี 2026 คาดกำไรโต +6% y-y ธุรกิจมีความ resilient และเทรด 2026PER ~14x ต่ำกว่ากลุ่ม
แนวรับ 47–46.50 บาท แนวต้าน 49.50–50 บาท
📊 ประเด็นสำคัญวันนี้(+) SCC คาดกำไร 1Q26 ฟื้นแรงจาก stock gain และ spread ปิโตรเคมีดีขึ้น ปรับเพิ่มกำไรปี 2026–27 และเป้าเป็น 250 บาท ยัง “ซื้อ”
(+) PRM คาดกำไร 1Q26 +4% q-q, +14% y-y จากจำนวนเรือเพิ่มและ utilization สูงขึ้น ปรับเป้าเป็น 9.70 บาท ยัง “ซื้อ”
*** *บล.เอเซีย พลัส ชี้สงครามส่อแววสงบ ดันฟันด์โฟลว์ลุยสินทรัพย์เสี่ยง เตือน IMF หั่น GDP ไทยต่ำสุดในภูมิภาค ชูเก็บหุ้นลงลึกรับอานิสงส์ ERW-CPALL-CBG นำทีม*
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมการลงทุนว่า ตลาดหุ้นกำลังคาดหวังถึงการสิ้นสุดของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณว่าอิหร่านติดต่อขอเจรจารอบ 2 โดยมีรัสเซียเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญ ขณะที่สำนักข่าว Bloomberg รายงานว่าอาจมีการพิจารณาขยายเวลาหยุดยิงออกไปอีก 2 สัปดาห์ และเตรียมดำเนินการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร โดยจีนตกลงที่จะหยุดส่งอาวุธให้อิหร่านแล้ว สัญญาณเชิงบวกนี้สอดคล้องกับตลาดคาดการณ์ (Prediction Markets) ที่ให้น้ำหนักว่าการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซจะกลับสู่ภาวะปกติภายในเดือน มิ.ย.-ก.ค. 2026 ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกทั้ง BRENT และ WTI ปรับตัวลดลงอย่างชัดเจน และเกิดกระแสเงินทุน (Fund Flow) ไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่สินทรัพย์เสี่ยง โดยในช่วง 3 วันทำการที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ (MAG-7) พุ่งขึ้น 6.6%, ดัชนี NASDAQ +4.3% และตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นถ้วนหน้า ซึ่งคาดว่าจะเป็นแรงหนุนให้ดัชนี SET ของไทยแกว่งตัวในแดนบวก (Bullish) ได้ในวันนี้
IMF หั่น GDP ไทยปี 2026 เหลือ 1.5% ต่ำสุดในภูมิภาค เสี่ยงเข้าสู่ Stagflation ด้านกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินการเติบโตของเศรษฐกิจโลก (GDP) ปี 2026 ไว้ที่ 3.1% โดยมีเงื่อนไขสำคัญคือสงครามต้องยุติภายในกลางปีนี้ อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทย IMF ได้ปรับลดคาดการณ์ GDP ลงเหลือเพียง 1.5% ซึ่งถือว่าเติบโตต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาคเดียวกัน (เช่น เวียดนาม 7.1%, อินโดนีเซีย 5.0%, มาเลเซีย 4.7%) ปัจจัยกดดันหลักที่ทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวช้า มาจากราคาพลังงานนำเข้าที่สูงขึ้น, การหดตัวของรายได้การท่องเที่ยวจากฝั่งตะวันออกกลาง และปัญหาโครงสร้างหนี้ครัวเรือนที่สะสมอยู่ในระดับสูง ฝ่ายวิจัยระบุว่า หากต้องการให้เศรษฐกิจเดินหน้าแบบไม่สะดุด นโยบายการเงินและการคลังต้องร่วมมือกันอย่างเร่งด่วน เพื่อป้องกันไม่ให้เศรษฐกิจไทยเพิ่มความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะ Stagflation
กลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้เข้าเก็งกำไรใน "หุ้นที่ปรับตัวลงลึก" ในช่วงเกิดวิกฤตสงคราม (1 มี.ค. - 15 เม.ย. 26) เพื่อรับอานิสงส์จากสถานการณ์ตึงเครียดที่ผ่อนคลายลง แนะนำหุ้นน่าสะสม ได้แก่ TIDLOR (-25%), BA (-25%), BGRIM (-22%), GLOBAL (-21%), GPSC (-20%), BH (-19%), MTC (-18%), CBG (-16%), ERW (-16%) และ SJWD (-15%) โดยกำหนดให้หุ้น ERW, CPALL และ CBG
