มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป

Categories : Update News, Economy

Public : 17/04/2026

มหกรรม Motor Show 2026 มียอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ จากแรงหนุนของกระแสรถยนต์ไฟฟ้า และพฤติกรรมการเลือกซื้อรถที่เปลี่ยนไป

มหกรรม Motor Show 2026 ทำสถิติยอดจองสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.3 แสนคัน สะท้อนถึงบทบาทของค่ายผู้ผลิตรถยนต์จากจีนที่ครองส่วนแบ่งตลาดไทยมากขึ้นต่อเนื่อง เพราะกระแสความตื่นตัวต่อรถยนต์ไฟฟ้าที่ถูกเร่งด้วยการปรับเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันจากผลพวงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการซื้อรถของผู้บริโภคไทยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เดิม

นอกจากนี้ การที่รถ EV มักถูกเลือกเป็นพาหนะคันที่ 2+ ของครัวเรือน ยังเอื้อต่อการเปิดรับรถรุ่นใหม่ ๆ ทำให้ค่ายผู้ผลิตที่เพิ่งเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยไม่นานต่างก็ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

70% ของยอดจองในงาน Motor Show 2026 จะถูกส่งมอบจริง ขณะที่อานิสงส์ต่อเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มอยู่ในวงจำกัด เพราะยอดขายมาจากกลุ่มรถนำเข้าเป็นหลัก

SCB EIC ประเมินว่า อัตราการส่งมอบรถจริงภายหลังมหกรรม Motor Show 2026 จะอยู่ที่ 70% ของยอดจองทั้งหมด (เดิมอยู่ที่เฉลี่ย 75% - 80% ระหว่างปี 2022 - 2025) เนื่องจากกระบวนการอนุมัติสินเชื่อที่ยังอยู่ในเกณฑ์เข้มงวด โดยเฉพาะในกลุ่มรถ EV ที่มักมีเงื่อนไขเงินดาวน์สูงและระยะเวลาผ่อนชำระสั้น ประกอบกับความเป็นไปได้ของการยกเลิกการจองจากผู้บริโภคเอง อันเป็นผลจากการเปิดตัวรถรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความน่าสนใจมากกว่า หรือระยะเวลาการส่งมอบที่ยาวนาน

 

ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาเพิ่มเติม คือ ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยในปัจจุบันมีแนวโน้มพึ่งพายอดขายจากรถนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้อานิสงส์ต่อมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจยังคงอยู่ในวงจำกัด แม้ยอดขายรถยนต์จะขยายตัวได้ก็ตาม ขณะเดียวกัน ความพร้อมของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นอุปทานชิ้นส่วนยานยนต์ โครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง โดยเฉพาะประกันภัย ก็จำเป็นต้องเร่งพัฒนาและปรับตัวเพื่อรองรับการเติบโตของตลาด EV และลดต้นทุนแฝงในการครอบครองรถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว

การเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้ากำลังเกิดขึ้นอย่างชัดเจน แต่การสนับสนุนค่ายรถจากห่วงโซ่อุปทานดั้งเดิมให้แข่งขันได้ ก็เป็นประเด็นที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันไป

การส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างฐานการผลิต EV ในประเทศควรดำเนินควบคู่ไปกับการยกระดับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ ตลอดจนการพัฒนาเครือข่ายผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศให้สามารถเข้ามามีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน EV ได้มากขึ้น

 

ขณะเดียวกัน การสร้าง Level playing field ที่เหมาะสม จะช่วยให้ผู้ผลิตทั้งรายเดิมและรายใหม่สามารถแข่งขันกันอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม แนวทางดังกล่าวจะมีส่วนสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้า และสนับสนุนการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยอย่างยั่งยืนในระยะยาว

 

มหกรรม Motor Show 2026 สะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความตื่นตัวและพฤติกรรมการเลือกซื้อรถยนต์ของผู้บริโภคไทยได้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว โดยหันมาให้ความสำคัญกับ “ความคุ้มค่าและความครบครันของเทคโนโลยี” มากกว่าการยึดติดกับแบรนด์เป็นหลัก

กอปรกับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคยานยนต์ไฟฟ้าก็กำลังเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วจากแรงหนุนของราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม การเติบโตของอุปสงค์นี้ก็นำมาซึ่งความเสี่ยงที่ผู้บริโภคต้องแบกรับ โดยเฉพาะในช่วงที่ห่วงโซ่อุปทานในประเทศยังไม่สามารถพัฒนาได้อย่างเท่าทัน

ดังนั้น ความคึกคักของตลาดรถยนต์ไทยที่เกิดขึ้นอาจสะท้อนเพียงการขยายตัวของยอดขาย มากกว่าการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจอย่างแท้จริง หากไทยไม่สามารถเร่งยกระดับการผลิตและพัฒนาห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เกิดขึ้นอย่างครบวงจร

ผู้เขียนบทวิเคราะห์ ฐิตา เภกานนท์ (tita.phekanonth@scb.co.th) นักวิเคราะห์อาวุโส