GC ฟื้นแรง!! ไตรมาสแรกปี69พลิกกำไร 3,231.75ล้านบาท พุ่ง226%-สงครามดันราคาผลิตภัณฑ์พุ่งตามน้ำมันดิบ!!
Categories : Update News, Stock Market
Public : 05/05/2026GC ฟื้นแรง!! ไตรมาสแรกปี69พลิกกำไร 3,231.75ล้านบาท พุ่ง226%จากงวดเดียวกันปีก่อนขาดทุน2.567.19ล้านบาท รับผลราคาผลิตภัณฑ์พุ่งขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบ หลังเกิดภาวะช็อกจากสงครามตะวันออกกลาง -กำไรรายการพิเศษ -ปริมาณขายเพิ่มจากการกลับมาผลิตของโรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 หลังเสร็จซ่อมบำรุง มองราคาน้ำมันยังทรงตัวสูง!!
นายทิติพงษ์ จุลพรศิริดี รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานการเงินและบัญชี ผู้มีอำนาจรายงานสารสนเทศบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) (PTTGC) แจ้งผลดำเนินงานของบริษัทงวดไตรมาสแรกปี2569ว่า มีกำไรสุทธิ 3,231.75ล้านบาท มีกำไรสุทธิต่อหุ้น0.51บาท เพิ่มขึ้น 226%จากงวดเดียวกันของปีก่อนที่ขาดทุนสุทธิ 2,567.19ล้านบาท ขาดทุนสุทธิต่อหุ้น 0.61บาท
โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 146,936 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 59 % และ 11 % จาก ไตรมาส 4/2568 และช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามลำดับ โดยหลักจากราคาผลิตภัณฑ์ที่ปรับเพิ่มขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมันดิบอันเป็นผลจากเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปทานในตลาดเกิดภาวะตึงตัวฉับพลัน กอปรกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีขั้นต้นปรับสูงขึ้นจากการที่โรงกลั่นและโรงอะโรเมติกส์หน่วยที่ 2 กลับมาดำเนินการผลิตตามปกติภายหลังจากการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาสก่อนหน้า
สำหรับไตรมาสนี้บริษัทฯ รายงาน Adjusted EBITDA อยู่ที่ 14,846 ล้านบาทปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาส 4/2568 โดย ผลประกอบการกลุ่มผลิตภัณฑ์โอเลฟินส์และโพลิเมอร์มีผลประกอบการดีขึ้นจากราคาผลิตภัณฑ์เอทิลีนและผลิตภัณฑ์โพรพิลีนที่ปรับสูงขึ้นจากภาวะอุปทานตึงตัว
ประกอบกับต้นทุนวัตถุดิบอีเทนที่ปรับลดลงตามสัญญาซื้อวัตถุดิบ ขณะที่กลุ่มผลิตภัณฑ์อะโรเมติกส์มีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้นจากส่วนต่างผลิตภัณฑ์พาราไซลีนและผลิตภัณฑ์เบนซีนที่ปรับสูงขึ้นกอปรกับธุรกิจโรงกลั่นปรับสูงขึ้นจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมโดยรวมที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นเนื่องจากอุปทานที่ลดลงโดยเฉพาะจากการส่งออกจากประเทศในตะวันออกกลาง ร่วมกับปริมาณขายผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมที่เพิ่มขึ้นจากการกลับมาดำเนินการผลิตตามปกติหลังการปิดซ่อมบำรุงตามแผนในไตรมาส 4/2568ในส่วนของกลุ่มผลิตภัณฑ์เคมีภัณฑ์ชนิดพิเศษมี
" ผลประกอบการที่ปรับดีขึ้นจากปริมาณขายที่ฟื้นตัวและการควบคุมต้นทุนของบริษัท allnex ทั้งนี้บริษัทฯ มีการดำเนินการตามแนวทางยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ Portfolio ของธุรกิจให้เข้มแข็ง (Portfolio transformation) และการดำเนินมาตรการควบคุมค่าใช้จ่ายและมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง "
กำไรพิเศษเบ็ดเสร็จ3,250ล้านบาท
นอกจากนี้ บริษัทฯ รับรู้รายการพิเศษจากปัจจัยที่ไม่สามารถควบคุมได้จากการเปลี่ยนแปลงราคาตามสภาวะตลาด ได้แก่ กำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Stock gain) และการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่จะได้รับ (NRV) สุทธิรวม 7,182ล้านบาท, กำไรสุทธิจากอัตราแลกเปลี่ยนและตราสารอนุพันธ์ทางการเงินรวม 1,011 ล้านบาท และ กำไรจากการขายหุ้นบางส่วนในบริษัท ไทยแท้งค์เทอร์มินัล จำกัด (TTT)และกำไรจากการปรับโครงสร้างธุรกิจท่าเทียบเรือและคลังเก็บผลิตภัณฑ์รวมทั้งสิ้น 3,300 ล้านบาท รวมมีกำไรรายการพิเศษ 11,493ล้านบาท
ขณะเดียวกันก็มีรายการพิเศษที่ มีผลขาดทุน คือ ขาดทุนจากตราสารอนุพันธ์เพื่อประกันความเสี่ยงด้านราคาสินค้าโภคภัณฑ์ 7,991 ล้านบาท และ บริษัทฯ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจากเงินลงทุนรวม 252 ล้านบาท , รับรู้ผลขาดทุนจากการด้อยค่าสินทรัพย์ของบริษัทจีซี โพลีออลส์ จำกัด (GCP) และ PTTGC America LLC (GCA) อีกทั้งมีการตั้งประมาณการค่าใช้จ่ายจากแผนปรับการดำเนินธุรกิจของบริษัท พีทีที เอ็มซีซี ไบโอเคม จำกัด (PTTMCC) รวมทั้งสิ้น 6,561 ล้านบาท รวมรายการขาดทุน 8,243ล้านบาท
ดังนั้นรายการพิเศษที่เกิดขึ้นในงวดบัญชีนี้เมื่อหักกลบแล้วบริษัทมีกำไรพิเศษสุทธิ 3,250 ล้านบาท
กระแสเงินสดรวม 56,685 ล้านบาท
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 31 มีนาคม 2569 บริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด 54,319 ล้านบาท เมื่อรวมสินทรัพย์ทางการเงินหมุนเวียน 2,366 ล้านบาท ทำให้กลุ่มบริษัทฯ มีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสด และสินทรัพย์ทางการเงินรวม56,685 ล้านบาท
คาดราคาน้ำมันดิบ 85- 89เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
บริษัทฯ คาดการณ์แนวโน้มราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2569อยู่ที่เฉลี่ย 85- 89เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล โดยในช่วงระยะสั้นคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบดูไบจะอยู่ในระดับสูงจากแรงกดดันด้านอุปทานท่ามกลางเหตุการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางซึ่งส่งผลให้อุปทานปรับตัวลดลงประมาณ 9 ล้านบาร์เรลต่อวันตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม ตลาดพลังงานโลกจึงมีความผันผวนสูง รวมถึงต้นทุนวัตถุดิบที่คาดว่าจะปรับสูงขึ้นตามค่าขนส่งและค่าประกันภัย
ทั้งนี้ แนวโน้มการผลิตจะทยอยฟื้นตัวในช่วงไตรมาส 2/2569จากกลุ่มโอเปกและพันธมิตร (โอเปกพลัส) มีแนวโน้มที่จะผ่อนคลายนโยบายการลดกำลังการผลิต เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงด้านอุปทานจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางอีกทั้งประเทศนอกกลุ่มโอเปกเช่น บราซิลกายอานา แคนาดา และอาร์เจนตินามีแนวโน้มเพิ่มการผลิตอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันดิบคาดว่าจะชะลอตัวเพียงชั่วคราว โดยกลุ่มโอเปกคาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันดิบจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากเศรษฐกิจหลักโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียยังคงต้องพึ่งพาน้ำมันดิบในด้านการผลิตและการขนส่ง กอปรกับการเพิ่มปริมาณน้ำมันดิบสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของ หลายประเทศทั่วโลก
