บางจาก แจงชัดซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรี 9 พันล้าน ย้ำคุ้มค่า โปร่งใส ตรวจสอบได้ หนุนยุทธศาสตร์พลังงานระยะยาว
Categories : Update News, Stock Market, Energy
Public : 27/05/2026“บางจาก” ออกโรงชี้แจงละเอียด กรณี BCPG เข้าลงทุนคลังน้ำมันเพชรบุรีมูลค่า 9,000 ล้านบาท ยืนยันเป็นดีลที่คุ้มค่า ผ่านกระบวนการอนุมัติตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส ตรวจสอบได้ พร้อมระบุเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญต่อการบริหาร Supply Chain รองรับการเติบโตธุรกิจพลังงานในอนาคต
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ BCP ชี้แจงกรณีการเข้าลงทุนของ บริษัท บีซีพีจี จำกัด (มหาชน) หรือ BCPG ในโครงการคลังน้ำมันจังหวัดเพชรบุรี เมื่อปี 2565 ว่า ธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการภายใต้หลักเกณฑ์ของบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน ทั้งด้านการประเมินมูลค่า โครงสร้างธุรกรรม และกระบวนการอนุมัติจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้อง
ทั้งนี้ โรงกลั่นน้ำมันบางจากพระโขนงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน และไม่มีคลังน้ำมันขนาดใหญ่เป็นของตนเอง จึงต้องพึ่งพาระบบคลังน้ำมัน ท่อส่ง และโลจิสติกส์จากภายนอกมาโดยตลอด ขณะที่การบริหารจัดการน้ำมันดิบและระบบ Supply Chain ถือเป็นหัวใจสำคัญของธุรกิจโรงกลั่น ทำให้บริษัทศึกษาทางเลือกด้านคลังน้ำมันมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์
ย้อนเส้นทางบริหารคลังน้ำมันของบางจาก พบว่าในช่วงปี 2537-2542 บริษัทใช้เรือคลังลอยน้ำ FSU WYOMING รองรับกำลังการกลั่นระยะเริ่มต้นราว 70,000 บาร์เรลต่อวัน ก่อนเปลี่ยนมาใช้คลังน้ำมันในศรีราชา 2 แห่ง ตั้งแต่ปี 2543 เพื่อรองรับกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 80,000 บาร์เรลต่อวัน และใช้งานต่อเนื่องยาวนานกว่า 16 ปี
ต่อมาเมื่อธุรกิจขยายตัวและกำลังการกลั่นเพิ่มเป็นประมาณ 120,000 บาร์เรลต่อวัน บริษัทได้ศึกษาทางเลือกเพิ่มเติมทั้งการเช่าคลัง การใช้คลังลอยน้ำ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่ โดยระหว่างปี 2560-2565 ได้ใช้ FSU BONGKOT เป็นคลังลอยน้ำชั่วคราว ความจุประมาณ 300 ล้านลิตร เพื่อรองรับการบริหารน้ำมันดิบระหว่างศึกษาโครงการระยะยาว
นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2553-2562 บริษัทได้ว่าจ้างที่ปรึกษาอิสระศึกษาทางเลือกหลายรูปแบบ ทั้งการสร้างคลังใหม่ การขยายคลังเดิม และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในหลายพื้นที่ อาทิ จุกเสม็ด จังหวัดชลบุรี ระยอง และพื้นที่ฝั่งตะวันตก โดยเปรียบเทียบทั้งต้นทุน ความจุ ระบบท่อส่ง และศักยภาพด้านโลจิสติกส์
ผลการศึกษาพบว่า หากก่อสร้างคลังน้ำมันใหม่ที่มีความจุ 400-500 ล้านลิตร พร้อมระบบท่อและท่าเรือ จะต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 8,000-12,000 ล้านบาท ดังนั้น การเข้าซื้อคลังน้ำมันเพชรบุรีที่มีโครงสร้างพื้นฐานพร้อมใช้งาน จึงเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและคุ้มค่าที่สุด
สำหรับคลังน้ำมันเพชรบุรี มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพิ่มเติมอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2553-2565 โดยจำนวนถังเก็บเพิ่มจาก 16 ถัง เป็น 20 ถัง ความจุเพิ่มจากประมาณ 500 ล้านลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ระบบท่อส่งเพิ่มจาก 3 ท่อ เป็น 5 ท่อ และท่าเทียบเรือเพิ่มจาก 2 จุด เป็น 6 จุด
นายชัยวัฒน์ ระบุว่า มูลค่าคลังเดิมในปี 2553 อยู่ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และหากอ้างอิงการประเมินของที่ปรึกษาทางเทคนิคอิสระ การลงทุนเพิ่มเติมเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตลอด 10 ปีที่ผ่านมา มีมูลค่าราว 5,000 ล้านบาท และหากจะสร้างใหม่จะต้องใช้เงินลงทุนหลักหมื่นล้านบาท
ด้านนายรวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ BCPG กล่าวว่า การประเมินมูลค่าธุรกรรมใช้วิธี Discounted Cash Flow (DCF) โดยอ้างอิงกระแสเงินสดในอนาคต ภายใต้สมมติฐานทางการเงินอย่างระมัดระวัง ใช้ Discount Rate ที่ 7-8% และใช้อัตราค่าบริการต่ำกว่าระดับตลาดประมาณ 30-50%
ทั้งนี้ มูลค่าการลงทุน 9,000 ล้านบาท อยู่ภายใต้กรอบการประเมินของผู้เชี่ยวชาญอิสระ โดยปัจจุบัน BCPG รับรู้รายได้จากโครงการดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 31 พฤษภาคม 2566 เฉลี่ยปีละประมาณ 900 ล้านบาท และสร้างกระแสเงินสดกลับเข้าสู่บริษัทปีละ 700-800 ล้านบาท คิดเป็นผลตอบแทนราว 8-9% ต่อปี
BCPG ยังมองว่าการลงทุนดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ปรับโครงสร้างพอร์ตลงทุน จากเดิมที่พึ่งพารายได้จากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน ไปสู่ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานมากขึ้น เพื่อสร้างรายได้และกระแสเงินสดที่มั่นคงในระยะยาว โดยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนธุรกิจ Infrastructure ให้สมดุลกับธุรกิจโรงไฟฟ้าในสัดส่วน 50:50 ในอนาคต
นอกจากนี้ คลังน้ำมันเพชรบุรียังมีศักยภาพต่อยอดเป็นศูนย์กลางการค้าพลังงาน (Trading Hub) จากจุดแข็งด้านระบบท่อส่งและพื้นที่รองรับการขยายธุรกิจในอนาคต
สำหรับประเด็นโครงสร้างธุรกรรมและการจัดตั้งบริษัทย่อยเพื่อรับโอนทรัพย์สินนั้น BCPG ระบุว่า เป็นขั้นตอนปกติของการซื้อกิจการบางส่วน เพื่อแยกทรัพย์สินเฉพาะส่วนและจัดโครงสร้างทางการเงินให้เหมาะสมตามหลักกฎหมายและบัญชี
ภายใต้กระบวนการ Purchase Price Allocation (PPA) บริษัทได้จำแนกมูลค่าสินทรัพย์ออกเป็น ทรัพย์สินที่มีตัวตนประมาณ 6,490 ล้านบาท สินทรัพย์ไม่มีตัวตน เช่น มูลค่าสัญญาการใช้บริการคลังน้ำมันประมาณ 1,900 ล้านบาท รวมถึงสินทรัพย์ภาษีเงินได้รอตัดบัญชีและสินทรัพย์อื่นอีกประมาณ 170 ล้านบาท ส่วนที่เหลือเป็นค่าความนิยมจากศักยภาพสร้างกระแสเงินสดในอนาคต
กลุ่มบริษัทบางจากยืนยันว่า ธุรกรรมดังกล่าวดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาล โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยข้อสังเกตที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ส่วนหนึ่งมาจากความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโครงสร้างธุรกรรมและหลักการทางบัญชีของการซื้อกิจการ พร้อมยืนยันให้ความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ภายใต้กระบวนการที่เหมาะสม
