ธปท. เล็งคุมเข้มธุรกิจและแอปฯที่ให้บริการ Buy Now Pay Later หลังพบข้อมูลหนี้เสียเพราะพฤติกรรมกินก่อนผ่อนทีหลัง

Categories : Update News, Finance

Public : 02/06/2026

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เตรียมประสานกระทรวงการคลัง เพื่อออกประกาศเพื่อกำกับผู้ให้บริการในรูปแบบที่ซื้อก่อนจ่ายที่หลัง หรือ Buy Now Pay Later  (BNPL)  ที่มาในรูปสินเชื่อส่วนบุคคลดิจิทัล  หรืออาจอยู่บน แพลตฟอร์มการซื้อขายสินค้าออนไลน์ หรืออาจเป็นบริการหนึ่งบนแอปพลิเคชันอื่นที่ไม่ได้ให้บริการทางการเงินโดยตรง ตั้งเป้าหมายเริ่มเข้ากำกับได้ไตรมาส 3  ของปีนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการช่วยพยุงเศรษฐกิจ

เนื่องจากพบว่า การให้บริการของธุรกิจดังกล่าว ซึ่งน่าจะมีฐานลูกค้ามากกว่า 25.5 ล้านคน หรือคิดเป็นประชากร 38% ได้ก่อให้เกิดพฤติกรรมก่อหนี้เกินความจำเป็น มีมูลค่าสินเชื่อโตแบบก้าวกระโดดโดยในปี 2567 คาดว่ามีมูลค่าสินเชื่อกว่า 1.7 หมื่นล้านบาท และเข้าถึงคนอายุ 20-35 ปี คิดเป็น 52.7 % ที่เป็นกลุ่มที่มีหนี้เสีย  ( NPL ) สูงที่สุดถึง 27%

เด็กอายุน้อยกลายเป็นหนี้เสียเร็วมาก กดแล้วจ่ายกลายเป็นหนี้ไม่รู้ตัว อย่างซื้อชานมไข่มุกแก้วละ 106 บาท ยังผ่อนได้อีก ธปท. จะเข้าไปกำกับบริษัทสินเชื่อแม้จะคิดดอกเบี้ยต่ำกว่า 15 % แต่หากให้บริการแบบซื้อก่อนจ่ายที่หลัง ก็จะเข้าไปดูทั้งหมด แต่ในส่วนของบริษัทผู้ผลิตสินค้าเอง แล้วมีบริการให้ผ่อนชำระค่าสินค้าได้ส่วนนี้จะไม่เกี่ยว 

 

   

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. ยังได้กล่าวถึง โครงการปิดหนี้ไวไปต่อไปได้ว่า ตั้งเป้าหมายช่วยลูกหนี้ปรับโครงสร้างหนี้ได้ที่ 3 แสนบัญชี ซึ่งในปีนี้คาดว่าจะทำได้ 2 แสนบัญชี , โครงการ SME Credit Boot มียอดอนุมัติสินเชื่อปล่อยใหม่ที่ 5,400 ล้านบาท โดยได้ขยายกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากสงคราม คาดว่าจะปล่อยสินเชื่อได้ 4 หมื่นล้านบาท

ขณะที่โครงการ SME Secure+ อยู่ระหว่างจัดทำผลิตภัณฑ์ คาดว่าแล้วเสร็จในเดือนมิ.. ประมาณการยอดสินเชื่อไว้ที่ 5 หมื่นล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ว่าการ ธปท. กล่าวถึง เศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็น 2.0%  จากเดิมคาดที่ 1.5 %   ผลจากการออก พ...เงินกู้ฯ 4 แสนล้านบาท จะทำให้ช่วยประคองเศรษฐกิจให้ขยายตัวได้ดีจากการกระตุ้นการบริโภคให้เพิ่มขึ้น แม้เงินเฟ้อจะขึ้นเพราะมีการนำเข้าน้ำมันมากในช่วงเดือนเม.. จนทำให้เกิดการขาดดุลการค้า ขณะที่การส่งออกปีนี้คาดว่าจะขยายตัวได้ 12-13% จึงทำให้ไม่ห่วงเรื่องการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด รวมถึงเรื่องเงินเฟ้อที่คาดว่าจะสูงขึ้นที่ 5.2 % แต่ก็เป็นการขึ้นเพียงชั่วคราว จึงไม่กังวลเรื่องจะเกิดปัญหาเศรษฐกิจชะงักงัน หรือ Stagflation และคาดว่าในช่วงไตรมาสที่ 2 ปี 2570 เงินเฟ้อจะต่ำเพราะฐานปีนี้สูง

จึงไม่จำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อทำให้ดีมานด์หรือความต้องการใช้จ่ายลดลง เพื่อลดแรงกดดันเงินเฟ้อ อย่างไรก็ดี ธปท.จะติดตามเงินเฟ้ออย่างใกล้ชิด และหากสถานการณ์เศรษฐกิจมีการเปลี่ยนแปลงไป ก็พร้อมจะพิจารณานโยบายการเงินให้เหมาะสม