กฟผ. ย้ำบทบาทรัฐวิสาหกิจดำเนินกิจการตามนโยบายรัฐ มิได้มุ่งแสวงหากำไร

Categories : Update News, Energy

Public : 29/06/2026

กฟผ. โต้ข้อกล่าวหา "เสือนอนกิน" ย้ำซื้อไฟเอกชนไม่มีการบวกกำไร กำไรทั้งหมดอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐ พร้อมร่วมมือทุกภาคส่วนลดต้นทุนผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้ใช้ไฟในราคาที่เป็นธรรม

นายวฤต รัตนชื่น รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ ในฐานะโฆษกการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ชี้แจงกรณีมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า กฟผ. เป็น "เสือนอนกิน" เนื่องจากปัจจุบันผลิตไฟฟ้าเองเพียง 29% แต่รับซื้อไฟฟ้าจากภาคเอกชนและต่างประเทศถึง 71% ก่อนขายต่อให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายจนมีกำไรปีละหลายหมื่นล้านบาท พร้อมเรียกร้องให้ กฟผ. ลดราคาขายไฟเพื่อช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน

กฟผ. ระบุว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เนื่องจาก กฟผ. เป็นรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานที่ดำเนินงานภายใต้นโยบายของรัฐบาลและการกำกับดูแลของกระทรวงพลังงาน กระทรวงการคลัง และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) โดยมีหน้าที่ผลิตและรับซื้อไฟฟ้าเพื่อรักษาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าประเทศ ไม่ได้ดำเนินธุรกิจเพื่อแสวงหากำไร แต่มีรายได้เพียงพอสำหรับการลงทุนและบริหารกิจการโดยไม่เป็นภาระหนี้สาธารณะ

 

รายได้ กฟผ. มีเพียงค่าผลิตไฟและค่าระบบส่ง

กฟผ. อธิบายว่า โครงสร้างค่าไฟฟ้าที่ กกพ. กำหนด ทำให้ กฟผ. มีรายได้เพียง 2 ส่วน ได้แก่

    • ค่าซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าของ กฟผ. อัตรา 0.22 บาทต่อหน่วย
    • ค่าระบบส่งไฟฟ้า อัตรา 0.25 บาทต่อหน่วย

อัตราดังกล่าวใช้มาตั้งแต่โครงสร้างค่าไฟปี 2558 และยังไม่มีการปรับเพิ่ม

สำหรับค่าไฟที่ กฟผ. รับซื้อจากผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชน ต่างประเทศ รวมถึงค่าใช้จ่ายตามนโยบายของรัฐ ซึ่งเป็นสัดส่วนหลักของต้นทุนค่าไฟนั้น กฟผ. ย้ำว่าเป็นเพียงผู้ดำเนินการรับซื้อในราคาที่รัฐกำหนด ไม่มีการบวกกำไรจากการซื้อขายไฟฟ้าแต่อย่างใด

ขณะเดียวกัน กฟผ. ยังแบกรับภาระค่า Ft ค้างรับสะสม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 เป็นจำนวน 35,928 ล้านบาท

 

กำไรนำส่งรัฐและลงทุนระบบไฟฟ้า

กฟผ. ระบุว่า กำไรจากการดำเนินงานไม่ได้ตกเป็นผลประโยชน์ขององค์กร แต่ถูกจัดสรรตามหลักเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) โดยแบ่งเป็น

    • นำส่งกระทรวงการคลังเป็นรายได้แผ่นดิน ซึ่งในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา กฟผ. ติดอันดับ 1 ใน 5 รัฐวิสาหกิจที่นำส่งรายได้ให้รัฐสูงสุด
    • นำไปลงทุนพัฒนาระบบผลิตและระบบส่งไฟฟ้า เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและลดภาระงบประมาณของภาครัฐ

นอกจากนี้ หาก กฟผ. มีผลตอบแทนจากการลงทุนสูงกว่าที่ กกพ. กำหนด จะต้องนำกำไรส่วนเกินส่งคืนรัฐผ่านกลไก Claw Back ซึ่ง กกพ. มีมติให้นำเงินดังกล่าวมาใช้บริหารค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) เพื่อลดภาระค่าไฟของประชาชน

พร้อมร่วมแก้ปัญหาค่าไฟฟ้าสาธารณะ

สำหรับประเด็นค่าไฟฟ้าสาธารณะ กฟผ. ระบุว่าเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยขณะนี้ กกพ. อยู่ระหว่างเร่งรัดให้การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ติดตั้งมิเตอร์วัดการใช้ไฟฟ้าให้ครบถ้วน

ทั้งนี้ กฟผ. พร้อมให้ความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการทบทวนแนวทางบริหารจัดการค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าสาธารณะ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสอดคล้องกับรูปแบบการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน

นายวฤต กล่าวว่า กฟผ. ในฐานะรัฐวิสาหกิจไม่มีเป้าหมายในการแสวงหากำไร โดยทั้งรายได้และผลตอบแทนการลงทุนอยู่ภายใต้การกำกับของ กกพ. อย่างเข้มงวด และกำไรส่วนใหญ่ถูกนำส่งเป็นรายได้แผ่นดินเพื่อนำไปพัฒนาประเทศ พร้อมยืนยันว่า กฟผ. จะร่วมมือกับทุกภาคส่วนในการลดต้นทุนการผลิตไฟฟ้า เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากค่าไฟที่เป็นธรรมและระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงต่อไป