NCB ชี้ NPL ไตรมาสแรกลดเหลือ 9.3% แต่คุณภาพหนี้ยังเปราะบาง วัยทำงานกว่า 40% ไม่มีข้อมูลเครดิต เสนอรัฐแก้กฎหมายขยายฐานข้อมูล

Categories : Update News, Finance, Wealth

Public : 29/06/2026

NCB เผยหนี้เสีย (NPL) ไตรมาส 1/2569 ลดลงเหลือ 9.3% แต่ยังไม่สะท้อนว่าปัญหาหนี้ครัวเรือนคลี่คลาย หลังบัญชีปรับโครงสร้างหนี้เพิ่มขึ้นแตะระดับ 10% ต้น ๆ ขณะที่คนวัยทำงานกว่า 40% ยังไม่มีข้อมูลเครดิตในระบบ เสนอภาครัฐปรับปรุงกฎหมาย เปิดทางให้สหกรณ์ออมทรัพย์ กยศ. และผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหม่เชื่อมข้อมูลเข้าสู่ระบบ เพื่อเพิ่มโอกาสเข้าถึงสินเชื่อและยกระดับเสถียรภาพระบบการเงิน

ttb analytics จับมือ NCB เปิดอินไซต์เครดิตคนไทย  ชี้ 40% คนไทยวัยทำงานยังไม่มีประวัติสินเชื่อในฐานข้อมูลเครดิต  พร้อมชวนคนไทยเปลี่ยนความเชื่อเรื่องเครดิต จาก "เรื่องกู้เงิน" สู่ "สินทรัพย์ทางการเงิน" เผยคะแนนเครดิต (Credit Score) คือหนึ่งในตัวเลขสำคัญที่กำหนดโอกาสทางการเงิน พร้อมส่งต่อประโยชน์ให้คนเครดิตดีผ่านโมเดลการพิจารณาอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อให้สอดคล้องกับความเสี่ยงของลูกค้า (Risk-based Pricing) ซึ่งมีโอกาสจะได้รับดอกเบี้ยที่ดี เข้าถึงสินเชื่อที่หลากหลาย

         

หนี้ครัวเรือน 13.6 ล้านล้านบาท คนไทยเฉลี่ยมีหนี้ 4 บัญชี

 

ดร.ลัษมณ อรรถาพิช ผู้จัดการใหญ่ บริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ชาติ จำกัด (NCB) กล่าวว่า ฐานข้อมูลของ NCB ครอบคลุมหนี้ครัวเรือนประมาณ 86% ของข้อมูลที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรายงาน โดย ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 มีมูลค่าหนี้คงค้างรวม 13.6 ล้านล้านบาท จากบัญชีสินเชื่อ 98.7 ล้านบัญชี หรือเฉลี่ยคนไทยมีภาระหนี้ประมาณ 4 บัญชีต่อคน

 

ในจำนวนประชากรวัยทำงานอายุ 20-60 ปี จำนวน 39.18 ล้านคน พบว่ามีข้อมูลเครดิตอยู่ในระบบเพียง 23.5 ล้านคน หรือประมาณ 60% ขณะที่อีกกว่า 40% ยังไม่มีข้อมูลเครดิต

 

ทั้งนี้ การไม่มีข้อมูลเครดิตไม่ได้หมายความว่าไม่มีภาระหนี้ แต่สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากยังไม่มีประวัติทางการเงินในระบบ ส่งผลให้การประเมินความเสี่ยงและการเข้าถึงสินเชื่อทำได้ยากขึ้น

 

หนี้ทรงตัว แต่ยังไม่ใช่สัญญาณฟื้นตัว

 

แม้ยอดหนี้ครัวเรือนรวมจะทรงตัวต่อเนื่องในช่วงกว่า 2 ปีที่ผ่านมา และเริ่มลดลงเล็กน้อยในไตรมาสแรกของปีนี้ แต่ NCB มองว่า ยังไม่ใช่สัญญาณว่าปัญหาหนี้ได้รับการแก้ไข

 

สาเหตุสำคัญมาจากหนี้ใหม่ส่วนใหญ่เป็นสินเชื่อวงเงินขนาดเล็ก ขณะที่การลดลงของสัดส่วนหนี้ครัวเรือนต่อ GDP เป็นผลจากเศรษฐกิจที่ขยายตัวมากกว่าการลดลงของภาระหนี้อย่างแท้จริง

 

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือ ความสามารถในการเข้าถึงสินเชื่อของประชาชน และคุณภาพของหนี้ในระบบ หากผู้ที่มีความจำเป็นไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อในระบบได้ ก็อาจหันไปพึ่งหนี้นอกระบบ ซึ่งจะเพิ่มความเปราะบางให้ภาคครัวเรือน

 

NPL ลด แต่หนี้ปรับโครงสร้างเพิ่ม

 

ข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 1 ปี 2569 พบว่า สัดส่วนหนี้ที่ค้างชำระเกิน 90 วัน (NPL) ลดลงมาอยู่ที่ 9.3% อย่างไรก็ตาม บัญชีที่เข้าสู่กระบวนการปรับโครงสร้างหนี้กลับเพิ่มขึ้นมาอยู่ในระดับ 10% ต้น ๆ

 

NCB เห็นว่า ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่าลูกหนี้จำนวนไม่น้อยยังต้องพึ่งมาตรการช่วยเหลือ และจำเป็นต้องติดตามผลหลังการปรับโครงสร้างหนี้ว่าจะสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติหรือไม่

   

สินเชื่อส่วนบุคคลและรถยนต์ยังน่ากังวล

เมื่อพิจารณารายประเภทสินเชื่อ พบว่า สินเชื่อส่วนบุคคล ยังมีคุณภาพหนี้น่าเป็นห่วงมากที่สุด รองลงมาคือ สินเชื่อรถยนต์ ซึ่งบางกลุ่มมีสัดส่วน NPL ใกล้ 20% ขณะที่นาโนไฟแนนซ์ยังมีหนี้เสียสูงกว่าค่าเฉลี่ย

ส่วนสินเชื่อผ่อนสินค้า อาทิ โทรศัพท์มือถือและเครื่องใช้ไฟฟ้า เริ่มมีหนี้ค้างชำระเพิ่มขึ้น ขณะที่สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยยังคงมีคุณภาพดีที่สุด

ด้านสินเชื่อภาคธุรกิจ พบว่า กลุ่ม SME ยังมีความเปราะบาง โดยมี NPL อยู่ที่ประมาณ 12-13% และสินเชื่อยังหดตัวต่อเนื่อง ต่างจากธุรกิจขนาดใหญ่ที่ยังขยายตัวได้

 

เสนอแก้กฎหมาย ขยายฐานข้อมูลเครดิต

 

 ดร.ลัษมณ กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้คนไทยจำนวนมากยังไม่มีข้อมูลเครดิต เพราะผู้ให้บริการสินเชื่อบางประเภท ยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกของ NCB โดยเฉพาะสหกรณ์ออมทรัพย์และกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.)

 

แม้กฎหมายเปิดช่องให้เข้าร่วมได้ แต่หลายหน่วยงานยังขาดความพร้อมในการจัดส่งข้อมูลให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทั้งด้านคุณภาพข้อมูล ความถูกต้อง ความทันสมัย และระบบรักษาความปลอดภัยไซเบอร์

 

นอกจากนี้ หนี้นอกระบบยังไม่สามารถบันทึกในฐานข้อมูลเครดิตได้ ทั้งที่มีการประเมินว่าอาจมีสัดส่วน 12-40% ของหนี้ทั้งหมด

 

NCB จึงเสนอให้ภาครัฐปรับปรุงกฎหมายข้อมูลเครดิตที่บังคับใช้มานานกว่า 20 ปี เพื่อเปิดทางให้ผู้ให้บริการสินเชื่อรายใหม่เข้าสู่ระบบมากขึ้น โดยยังคงมาตรฐานการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเช่นเดิม

 

เครดิตดีช่วยลดต้นทุนการเงิน

NCB ระบุว่า ประวัติข้อมูลเครดิตเป็นปัจจัยสำคัญในการประเมินความเสี่ยง กำหนดอัตราดอกเบี้ย และออกแบบผลิตภัณฑ์สินเชื่อ โดยคะแนนเครดิตพิจารณาจากประวัติการชำระหนี้ ระยะเวลาการมีสินเชื่อ สัดส่วนการใช้วงเงิน การขอสินเชื่อใหม่ และความหลากหลายของสินเชื่อ

ผู้ที่มีวินัยทางการเงินและชำระหนี้ตรงเวลา จะมีโอกาสได้รับอนุมัติสินเชื่อและอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำกว่า

 

ภายในปลายปีนี้ NCB เตรียมเปิดบริการตรวจสอบข้อมูลเครดิตผ่าน LINE OA และปรับรูปแบบรายงานข้อมูลเครดิตให้อ่านง่ายขึ้น เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน

ttb หนุนใช้ Credit Score กำหนดดอกเบี้ยตามความเสี่ยง

 

ด้าน นายนริศ สถาผลเดชา ประธานกลุ่ม Data และ Analytics ธนาคารทีทีบี กล่าวว่า ธนาคารนำแนวคิด Risk-based Pricing มาใช้กำหนดอัตราดอกเบี้ยตามระดับความเสี่ยงของลูกค้า โดยผู้ที่มีคะแนนเครดิตตั้งแต่ 753 คะแนนขึ้นไป และผ่านเกณฑ์ของธนาคาร จะได้รับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อส่วนบุคคลเริ่มต้น 13.99% ต่อปี ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยปกติประมาณ 5 %

 

ทั้งนี้ ปัจจุบันโครงการดังกล่าวอนุมัติสินเชื่อแล้วกว่า 23,000 ราย วงเงินรวมประมาณ 4,100 ล้านบาท และช่วยให้ลูกค้าประหยัดดอกเบี้ยรวมกว่า 650 ล้านบาท

 

อย่างไรก็ตาม NCB และทีทีบีเห็นตรงกันว่า การขยายฐานข้อมูลเครดิตควบคู่กับการสร้างวินัยทางการเงิน จะช่วยเพิ่มโอกาสการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ลดต้นทุนทางการเงิน และเสริมความแข็งแกร่งให้ระบบการเงินไทยในระยะยาว