PSGC เปิดยุทธศาสตร์ NT บนความร่วมมือ G2G ลาว-เวียดนาม สู่ซัพพลายเชนพลังงาน 4 ล้านตันต่อปี ตอกหมุดรายได้ประจำต่อเนื่อง ฐานแกร่งเข้า ESG100 ปีแรก

Categories : Update News, Stock Market, Energy

Public : 02/07/2026

บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC เดินหน้ายุทธศาสตร์การเปลี่ยนผ่านองค์กรสู่ “ผู้พัฒนาโครงการพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติระดับภูมิภาค” เผยรายละเอียดกลไกการดำเนินงานของ บริษัท Nam Tien Limited Liability Company (NT) บริษัทสัญชาติเวียดนามในกลุ่ม PSGC ที่เข้าลงทุนกิจการในสัดส่วน 64% เมื่อต้นปี 2569 ปัจจุบันเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงาน จากเหมืองใน สปป.ลาว สู่การขนส่งถ่านหินข้ามพรมแดนเข้าเวียดนาม ภายใต้กรอบความร่วมมือระดับรัฐต่อรัฐ (G2G) พร้อมสัญญาจัดหาถ่านหินกับรัฐวิสาหกิจพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม ตั้งเป้าจำหน่ายถ่านหินที่ระดับ 4 ล้านตันในปีนี้ หนุนโครงสร้างรายได้ประจำในระยะยาว พร้อมได้รับการพิจารณจากสถาบันไทยพัฒน์ประกาศให้ PSGC เข้าทำเนียบ "บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน" (ESG Emerging List) และกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี 2569 สะท้อนธรรมาภิบาลในการเปิดเผยข้อมูลผลการดำเนินงานด้านการเงินและด้าน ESG อย่างต่อเนื่อง

   

นายเดวิด แวน ดาว ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีเอสจี คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ PSGC บริษัทก่อสร้างแบบครบวงจรที่มีประสบการณ์กว่า 40 ปี กล่าวว่า หนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ PSGC ที่ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านองค์กรครั้งนี้ คือการเข้าลงทุนใน Nam Tien Limited Liability Company หรือ NT บริษัทสัญชาติเวียดนามที่ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2549 และมีประสบการณ์ในธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานมากว่า 20 ปี โดย PSGC ได้เข้าถือหุ้นในสัดส่วน 64% มูลค่า 23 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 750 ล้านบาท ดำเนินการแล้วเสร็จเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2569 และเริ่มรวมงบการเงินเข้ากลุ่ม PSGC ตั้งแต่ไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ผ่านมา

   

NT ดำเนินธุรกิจห่วงโซ่อุปทานทรัพยากรพลังงานแบบบูรณาการ ครอบคลุมตั้งแต่การบริหารจัดการเหมือง Xekong Power Plant Limited (XPPL) ใน สปป.ลาว ซึ่งเป็นสัมปทานเหมืองถ่านหินที่ใหญ่ที่สุดในสปป.ลาว มีปริมาณสำรองถ่านหินกว่า 600 ล้านตัน ผ่านระบบโลจิสติกส์ข้ามพรมแดน สู่การส่งมอบถ่านหินให้แก่ผู้ใช้ปลายทางในเวียดนาม ดำเนินการภายใต้กรอบความร่วมมือทวิภาคีแบบรัฐต่อรัฐ (G2G) ระหว่างประเทศเวียดนามและ สปป.ลาว ซึ่งเป็นกลไกที่ให้ความมั่นคงของเส้นทางการค้าในระยะยาว โดย NT มีสัญญาระยะยาวกับหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม ได้แก่ Vinacomin (TKV), PetroVietnam Power Fuel (PVPF) และ Dong Bac รวมเป้าหมายจำหน่ายถ่านหินที่ระดับ 4 ล้านตันในปี 2569 และมีศักยภาพขยายสู่ 10 ล้านตันต่อปีในระยะถัดไป ทั้งนี้ ในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา NT สามารถส่งมอบถ่านหินได้ตามแผนงาน และเชื่อมั่นว่าจะสามารถส่งมอบถ่านหินได้ตามเป้าหมายในปีนี้

 

นายเดวิด กล่าวว่า “NT คือส่วนขับเคลื่อนสำคัญของการเปลี่ยนผ่าน PSGC จากบริษัทก่อสร้างครบวงจรสู่ผู้ขับเคลื่อนห่วงโซ่พลังงานระดับภูมิภาคอย่างแท้จริง เราไม่ได้เพียงแค่ลงทุนในกิจการ แต่ได้เข้าถึงแหล่งถ่านหินสำรองกว่า 600 ล้านตันของเหมือง XPPL ใน สปป.ลาว พร้อมเส้นทางการค้าที่มั่นคงภายใต้กรอบ G2G ระหว่างสปป.ลาวและเวียดนาม และสัญญาระยะยาวกับรัฐวิสาหกิจพลังงานรายใหญ่ของเวียดนาม นี่คือการเปลี่ยนสู่โครงสร้างรายได้ประจำที่คาดการณ์ได้ ไม่ใช่รายได้ที่ขึ้นอยู่กับการได้งานโครงการใหม่และสัดส่วนความสำเร็จงานก่อสร้างอีกต่อไป ความต้องการพลังงานของเวียดนามที่เติบโตต่อเนื่องทำให้เรามั่นใจว่าถ่านหินยังคงเป็น energy bridge ที่สำคัญในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ และ NT จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่พาเราไปสู่เป้าหมายรายได้มากกว่า 10,000 ล้านบาทในปีนี้ และ 20,000 ล้านบาทต่อปีภายในปี 2578 หลังจากที่ได้ NT มาเป็นบริษัทย่อย PSGC เริ่มดำเนินการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพด้านกำลังการผลิตและการขนส่ง เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะสามารถส่งมอบถ่านหินได้ตามแผนงานในปีนี้ และในอนาคต"

กลยุทธ์เชิงรุกดังกล่าวสะท้อนผลลัพธ์เชิงบวกในงบการเงินอย่างเด่นชัดตั้งแต่แรก โดยไตรมาส 1 ปี 2569 PSGC มีรายได้รวมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 2,600 ล้านบาท เติบโตขึ้น 304% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยรายได้จากการจำหน่ายถ่านหินคิดเป็นสัดส่วนถึง 64% ของรายได้รวม และทำกำไรสุทธิ 267.4 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 171% ตอกย้ำว่า NT ไม่ใช่เพียงการลงทุนเชิงกลยุทธ์ แต่เป็นกลไกสร้างรายได้ที่เห็นผลจริงในทันที

 

ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนสู่ธุรกิจพลังงานระดับภูมิภาค PSGC ยังได้รับการยืนยันด้านธรรมาภิบาลจากภายนอก ล่าสุด สถาบันไทยพัฒน์ได้ประกาศผลการประเมินฐานข้อมูลความยั่งยืนของธุรกิจไทย ครอบคลุมหลักทรัพย์จดทะเบียน 931 หลักทรัพย์ คัดเลือกให้ PSGC เข้าทำเนียบ "บริษัทวิถียั่งยืนที่น่าลงทุน" หรือ ESG Emerging List และเป็นหลักทรัพย์ใน Universe ของกลุ่มหลักทรัพย์ ESG100 ประจำปี พ.ศ. 2569 ซึ่งนับเป็นก้าวแรกของบริษัท ที่ได้รับการพิจารณาเกี่ยวข้องกับการเปิดเผยข้อมูลในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สะท้อนว่าการเติบโตของ PSGC ดำเนินไปบนพื้นฐานของเปิดเผยข้อมูลอย่างความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล