ตลท.หนุน ก.ล.ต. สอบปมถือหุ้น TRUE ! ย้ำไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานบริษัท-ความเชื่อมั่นตลาดทุน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 08/07/2026

ตลท.หนุน ก.ล.ต. สอบปมถือหุ้น TRUE !   ย้ำไม่กระทบปัจจัยพื้นฐานบริษัท-ความเชื่อมั่นตลาดทุนด้านTRUEยื่นขอปิดสมุดทะเบียนหุ้นหาข้อเท็จจริงแล้ว!!

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยถึงกรณีการรายงานการถือครองหุ้นของบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TRUE ตามมาตรา 246 ของ น.ส.สุภาพร พิมพงษ์   ว่า กรณีดังกล่าวเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจจากสังคมและผู้ลงทุน โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้หารือร่วมกับบริษัทและสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) และพร้อมสนับสนุนให้ความร่วมมือ ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาความชัดเจนในทุกประเด็น

ทั้งนี้ ก.ล.ต. เป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการตรวจสอบเชิงลึก โดยสามารถรวบรวมข้อมูลจากทุกฝ่าย ขณะที่ ผู้ลงทุนต้องได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และโปร่งใส

 

นายอัสสเดชกล่าวว่า หากมีกรณีที่ผู้ถือหุ้นแจ้งว่าซื้อหุ้นของบริษัท แต่บริษัทไม่มีข้อมูลที่สอดคล้องกัน ย่อมทำให้เกิดข้อสงสัยและจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าข้อมูลดังกล่าวถูกต้องหรือไม่

ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสนับสนุนกระบวนการตรวจสอบ อยู่แล้ว และกรณีนี้การหาข้อเท็จจริง การถือหุ้นทาง บริษัทจดทะเบียน(บจ.) จะต้องเป็นผู้ยื่นคำขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเข้ามา ตลาดหลักทรัพย์จะทำไม่ได้และเมื่อยื่นคำขอเข้ามา ตลาดหลักทรัพย์จะประสารต่อให้   ศูนย์รับฝากหลักทรัพย์ (ประเทศไทย) จำกัด (TSD)ปิดสมุดทะเบียนและสามารถขอข้อมูล  ไปยังบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบข้อมูลผู้ถือหุ้น

อย่างไนก็ตาม ขณะนี้ ทาง TRUE บริษัทได้ยื่นคำขอปิดสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นแล้ว และจะดำเนินการโดยเร็ว

“ หลังจากปิดสมุดทะเบียนแล้ว ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นสิทธิของ  TRUE  ว่าจะส่งต่อให้ ก.ล.ต. ใช้ประกอบการสืบค้นข้อเท็จจริงต่อไป หรือไม่  “

นอกจากนี้ ตลท อยุ่ระหว่าง คิดจะปิดสมุดทะเบียนแบบอัตโนมัติทุกสิ้นเดือน เพื่อแก้ไขและรับมือ ในอนาคต

สำหรับข้อมูลที่ปรากฏ บางรายการเป็นข้อมูลปี 2564 ซึ่งยอมรับว่านานบางส่วนอาจตรวจสอบได้ยาก เนื่องจากระบบการจัดเก็บข้อมูลในช่วงเวลาดังกล่าวแตกต่างจากปัจจุบัน

นายอัสสเดชกล่าวว่า ณ ขณะนี้ นักลงทุนยังไม่ควรกังวล เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานและการดำเนินธุรกิจของ TRUE ไม่ได้เปลี่ยนแปลง อีกทั้งยังไม่ได้รับการสอบถามจากนักลงทุนต่างชาติ เพราะนักลงทุนต่างประเทศให้ความสำคัญกับพื้นฐานธุรกิจเป็นหลัก และการถือหุ้นในระดับ 5% ยังไม่ส่งผลต่อโครงสร้างการบริหารหรือโครงสร้างธุรกิจของบริษัท จึงยังไม่ถือว่าเป็นประเด็นที่กระทบต่อความเชื่อมั่นของตลาดทุน

สำหรับการรายงานตามมาตรา 246 นั้น เป็นหน้าที่ของผู้ถือหุ้นที่จะต้องรายงานเมื่อถือครองหลักทรัพย์ถึงเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด แม้ว่าบริษัทหลักทรัพย์จะมีหน้าที่ดูแลลูกค้าตามหลักเกณฑ์ KYC (Know Your Customer) และ CDD (Customer Due Diligence) รวมถึงติดตามธุรกรรมการซื้อขาย แต่การรายงานเมื่อสัดส่วนการถือหุ้นเกิน 5% เป็นความรับผิดชอบของผู้ถือหุ้นโดยตรง ไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทหลักทรัพย์

นอกจากนี้ นายอัสสเดชกล่าวถึงการพัฒนาตลาดทุนไทยว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ เตรียมประกาศดัชนีชุดใหม่ในช่วงปลายปี เพื่อใช้เป็นดัชนีอ้างอิงในปีหน้า ซึ่งจะมีบริษัทจดทะเบียนใหม่เข้าคำนวณหลายแห่ง และคาดว่าจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจให้กับตลาดทุนไทย รวมถึงดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศ โดยเฉพาะการพัฒนาดัชนี SET ESG ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลและสามารถเชื่อมโยงกับดัชนี FTSE ได้

ส่วนกรณีที่สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) ตั้งเป้าผลักดันตลาดทุนไทยสู่การเป็น “ตลาดพัฒนาแล้ว” (Developed Market) ภายใน 15 ปีนั้น นายอัสสเดชกล่าวว่า ยังต้องใช้เวลา เนื่องจากมีหลายปัจจัยที่ต้องพัฒนา ทั้งด้านสภาพคล่องของตลาด กฎเกณฑ์ และการเข้าถึงตลาดของนักลงทุน

ปัจจุบันตลาดหุ้นไทยมีจุดแข็งด้านสภาพคล่อง เป็นอันดับ1 และมีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) สูงเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน อย่างไรก็ตาม จากการหารือกับ MSCI พบว่า หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญของการยกระดับสู่การเป็นตลาดพัฒนาแล้ว คือ การเปิดให้สามารถทำธุรกรรมชอร์ตเซล (Short Selling) ได้ในหุ้นทุกหลักทรัพย์ ซึ่งยังเป็นประเด็นที่ประเทศไทยต้องพัฒนาต่อไป