เอกนิติ สั่งเร่งสรุปภาษีรถยนต์หวังสร้างความเป็นธรรมและดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าประเทศ คาดได้ข้อสรุปภายใน ก.ย.นี้
Categories : Update News, Finance
Public : 17/08/2026ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าถึงความคืบหน้าเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ว่า ได้มอบนโยบายให้กับปลัดกระทรวงการคลัง และอธิบดีกรมสรรพสามิต เร่งพิจารณาปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์ให้แล้วเสร็จภายในเดือน ก.ย. 2569 เพื่อให้สามารถดึงดูดการลงทุน ไม่ว่าจะทั้งจากค่ายรถเก่าหรือค่ายใหม่ รองรับการขยายฐานการผลิตในไทยมากขึ้น เนื่องจากที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าหลายค่ายรถที่ได้มีการลงทุนตั้งโรงงานในไทย เพื่อขยายการผลิตรถยนต์ และส่งออกทั้งรถยนต์ไฮบริด, ปลั๊กอินไฮบริด และรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) แต่กลับได้รับผลกระทบจาก FTA ทำให้ไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
ขณะเดียวกันมองว่าการปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลในระยะต่อไป ทำให้สามารถจัดเก็บรายได้เพิ่มขึ้นด้วย เพราะหากใครที่อยากใช้รถที่นำเข้าก็จะต้องเสียภาษีในอัตราที่แพงขึ้น แต่หากใช้รถยที่ผลิตในประเทศไทยก็จะได้รับอัตราภาษีที่ถูกลง ดังนั้นการดำเนินการในส่วนนี้จึงเหมือนเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัว โดยเฉพาะการช่วยเรื่องการผลิตในประเทศ ช่วยเรื่องการจ้างงาน และ Supply Chain ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วย
“ ต้องเร่งพิจารณาเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีรถยนต์เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมโดยเฉพาะกับผู้ประกอบการที่ตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย เพราะวันนี้เห็นแล้วว่าสภาพการณ์ของทั้งโลกที่เกิดการแข่งขัน เกิดการกีดกันทางการค้า จึงเป็นที่มาของ FTA ซึ่งไทยเองก็ได้ดำเนินการเรื่องนี้กับหลายประเทศ ทำให้เราไม่สามารถดำเนินการผ่านภาษีศุลกากรได้อย่างเต็มที่ แต่ยังมีอีกเครื่องมือคือภาษีสรรพสามิต ถ้าวันนี้เราขยับได้ก็จะมีส่วนช่วยให้เกิดการผลิตในประเทศ เกิดการจ้างงาน และที่ผ่านมาได้รับข้อร้องเรียนจากผู้ประกอบการอย่างต่อเนื่อง ซึ่งก็ตรงกับแนวคิดของรัฐบาลที่จะดึงเรื่องการลงทุนด้วย จึงเป็นที่มาของการดำเนินการในครั้งนี้” นายเอกนิติ กล่าว
อย่างไรก็ดี กระบวนการจะเป็นการแก้ไขกฎกระทรวง จึงเชื่อว่าจะไม่ใช่เรื่องยาก โดยรถแต่ละประเภทจะมีโครงสร้างภาษีไม่เหมือนกัน อาจจะมีการปรับขึ้นบางประเภทเพื่อให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ อีกทั้งยังเป็นมาตรการที่ช่วยปกป้องและสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรมให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ ซึ่งก่อนหน้านี้รัฐบาลได้ดำเนินการในการดูแลผู้ประกอบการในประเทศจากผลกระทบของการทุ่มตลาด (Dumping) ไปแล้ว ด้วยการมอบหมายให้กรมศุลกากรดำเนินการจัดเก็บภาษีนำเข้าสำหรับสินค้านำเข้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ตั้งแต่ 1 บาทแรก ซึ่งมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นมา เพื่อเป็นเขื่อนกั้นไม่ให้สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศไหลเข้ามาจนกระทบกับผู้ประกอบการโดยเฉพาะเอสเอ็มอีในประเทศ ซึ่งผลพลอยได้คือการจัดเก็บภาษีของกรมศุลกากรเพิ่มขึ้นจากมาตรการดังกล่าวราว 3 พันล้านบาท
