เดิมพันอนาคตไทย เร่งรื้อโครงสร้างพลังงานไทย ดันสะอาด 65% ชูพลังงานชีวภาพ รับโลกผันผวน เปิดระดมความคิดเห็นแผน PDP 2026 วันที่ 8 ก.ย.นี้
Categories : Update News
Public : 26/08/2026“เอกนัฏ” ชี้วิกฤตภูมิรัฐศาสตร์เป็นจังหวะเร่งเปลี่ยนผ่านพลังงานไทย ดัน PDP 2026 เพิ่มพลังงานสะอาดอย่างน้อย 65% พร้อมเปิดทาง Direct PPA ทุกอุตสาหกรรม-ขยายโซลาร์ภาคประชาชน หวังลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขันประเทศ เปิดระดมความคิดเห็นแผน PDP 2026 วันที่ 8 ก.ย.นี้
เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2569 นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวปาฐกถาพิเศษในงานสัมมนา “NEW ENERGY FOR THAILAND เปลี่ยนผ่านพลังงาน เดิมพันอนาคตไทย” จัดงานโดยกองบรรณาธิการมติชน ว่า สถานการณ์โลกและความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังเร่งให้ไทยต้องปรับโครงสร้างพลังงานครั้งใหญ่ จากเดิมที่การเปลี่ยนผ่านมุ่งลดการปล่อยคาร์บอน สู่โจทย์ใหม่คือ ความมั่นคงด้านพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
นายเอกนัฏระบุว่า วิกฤตตะวันออกกลางกระทบห่วงโซ่อุปทานน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปพุ่งสูง โดยราคาดีเซลสิงคโปร์ ซึ่งเป็นราคาอ้างอิงของไทย เพิ่มจากราว 100 ดอลลาร์ เป็น 292 ดอลลาร์ หากไม่มีกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาช่วยบริหารราคา ราคาดีเซลหน้าสถานีบริการอาจสูงกว่า 70 บาทต่อลิตร
“ไทยจะเอาอนาคตประเทศ อนาคตธุรกิจ และประชาชนไปผูกกับบ่อน้ำมันตะวันออกกลาง หรือการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศต่อไปไม่ได้” นายเอกนัฏกล่าว พร้อมชี้ว่า แม้ไทยมีโรงกลั่นเพียงพอต่อความต้องการใช้ในประเทศ แต่ยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบสูงถึง 90%

เปิดทาง Direct PPA-เร่งโซลาร์ภาคประชาชน
ด้านนายเอกนัฏกล่าวว่า รัฐบาลเตรียมขยายตลาดซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง หรือ Direct PPA จากเดิมที่จำกัดเฉพาะ Data Center 2,000 เมกะวัตต์ เป็นการเปิดให้ทุกอุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาดเข้าร่วมได้ โดยไม่จำกัดปริมาณ
พร้อมกันนี้ รัฐบาลเตรียมนำเงินจาก พ.ร.ก.เงินกู้ สนับสนุนการติดตั้งโซลาร์ภาคประชาชน โดยมีเป้าหมายเพิ่มการรับซื้อไฟฟ้าจากโครงการประชาชนจาก 500 เมกะวัตต์ เป็น 1,000-3,000 เมกะวัตต์
หากติดตั้งโซลาร์ให้ประชาชน 1 ล้านหลังคาเรือน หลังละ 5 กิโลวัตต์ จะมีกำลังผลิตรวมประมาณ 5,000 เมกะวัตต์ ช่วยลดการพึ่งพา LNG นำเข้าและเพิ่มความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้า
PDP 2026 ดันพลังงานสะอาด 65%
สำหรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP 2026 จะต้องตอบ 3 โจทย์พร้อมกัน คือ Net Zero ความมั่นคงด้านพลังงาน และต้นทุนค่าไฟ โดยรัฐบาลตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดมากกว่า 60%
ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่า PDP 2026 จะกำหนดสัดส่วนพลังงานสะอาดอย่างน้อย 65% โดยก๊าซธรรมชาติยังเป็นโรงไฟฟ้าหลักราว 11% ส่วนอีก 24% เปิดเป็นทางเลือกในการเปลี่ยนผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ การใช้ CCS ในสัดส่วนสูง การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนโดยไม่มี CCS และแนวทาง Hybrid ที่ผสมผสานทั้งสองเทคโนโลยี
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการ สนพ. กล่าวว่า ร่าง PDP 2026 จะเปิดรับฟังความคิดเห็นวันที่ 8 กันยายน 2569 โดยแผนใหม่ต้องรองรับทั้งผู้ใช้ไฟที่ซื้อจากภาครัฐ ผู้ผลิตไฟใช้เอง และภาคเอกชนที่เข้ามาจัดหาไฟฟ้า
โจทย์สำคัญที่เพิ่มเข้ามาคือ Green Demand จากภาคธุรกิจ รวมถึง New Demand จาก Data Center และ AI โดยกรณี High Case ประเมินว่า Data Center อาจมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 8,800 เมกะวัตต์
นายวัฒนพงษ์กล่าวว่า PDP 2026 จะเปลี่ยนโครงสร้างระบบไฟฟ้าจากระบบรวมศูนย์ที่ผู้ใช้เป็นเพียงผู้ซื้อไฟ ไปสู่ระบบที่ผู้บริโภคสามารถผลิตและจัดการพลังงานเองได้ ทั้งโซลาร์ แบตเตอรี่ และเทคโนโลยี Behind the Meter
ขณะเดียวกันจะเร่งพัฒนา Smart Grid, Battery Energy Storage, Virtual Power Plant (VPP), Demand Response (DR) และ Distributed Energy Resources (DER) เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น และเปิดให้ผู้ใช้ไฟมีบทบาทเป็น “Active Consumer” มากขึ้น
ด้านเทคโนโลยีระยะยาว PDP 2026 ยังวางบทบาทของ SMR ไฮโดรเจน และ CCS โดย SMR มีเป้าหมายสูงสุด 9,000 เมกะวัตต์ในช่วงปลายแผน เริ่มต้นทดลอง 300 เมกะวัตต์ ขณะที่ไฮโดรเจนคาดว่าจะเข้ามามีบทบาทในระบบไฟฟ้าหลังปี 2040
“บางจาก” เตือน AI แย่งเงินลงทุนพลังงาน ชูพลังงานชีวภาพ ดันเศรษฐกิจ 2% ของ GDP ลดนำเข้าน้ำมัน
นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก กล่าวว่า ความท้าทายของการเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้มีเพียงเรื่องเทคโนโลยี แต่รวมถึง เงินทุน เพราะทั่วโลกกำลังเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยประเมินว่าต้องใช้เงินสูงถึง 3-8 ล้านล้านดอลลาร์
เม็ดเงินดังกล่าวอาจดึงสภาพคล่องออกจากระบบและทำให้ต้นทุนทางการเงินระยะยาวอยู่ในระดับสูง ส่งผลให้เกิดคำถามว่า เงินทุนสำหรับการเปลี่ยนผ่านพลังงานจะมาจากไหน
นายชัยวัฒน์มองว่า ไทยไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนระบบขนส่งไปใช้ไฟฟ้าทั้งหมดในทันที เพราะการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวอาจต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 9 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยมีจุดแข็งด้านภาคเกษตรและอุตสาหกรรม Biofuel ซึ่งปัจจุบันมีการผสมเชื้อเพลิงชีวภาพราว 7% จึงควรใช้จุดแข็งดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของการลดคาร์บอน
ทั้งนี้ไทยควรใช้เชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in เป็นทางเลือกควบคู่ EV เพิ่มสัดส่วนเป็น 20% ช่วยสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 2% ของ GDP เพิ่มการใช้จ่ายในประเทศ 1.53 แสนล้านบาท ลดนำเข้าน้ำมัน 6.3 หมื่นล้านบาท พร้อมเสริมความมั่นคงและลดการพึ่งพาพลังงานต่างประเทศ
ภาคขนส่งใช้พลังงานขั้นสุดท้ายของไทยถึง 41% และใช้น้ำมันราว 76% ของการใช้น้ำมันขั้นต้น จึงควรเดินหน้าการเปลี่ยนผ่านแบบหลายทางเลือก ทั้ง EV และเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานเดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
สำหรับเชื้อเพลิงชีวภาพแบบ Drop-in สามารถใช้กับเครื่องยนต์และระบบเชื้อเพลิงเดิมได้ ลดความจำเป็นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานใหม่ครั้งใหญ่ ขณะเดียวกันช่วยเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศ สร้างงาน กระจายรายได้ และลดการนำเข้าน้ำมัน
บางจากยังต่อยอดเชื้อเพลิงชีวภาพสู่การเดินทางหลายรูปแบบ ทั้ง SAF กำลังการผลิต 1 ล้านลิตรต่อวัน, HVO และ B24 สำหรับภาคเดินเรือ โดยมองว่าเชื้อเพลิงชีวภาพไม่เพียงทดแทนฟอสซิล แต่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงและสร้างห่วงโซ่เศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศได้.
GULF ชี้ Data Center คือโอกาส ไม่ใช่ภาระ
นายสมิทธ์ พนมยงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านกลยุทธ์ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า Data Center ไม่ควรถูกมองเป็นภาระด้านทรัพยากร แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของเศรษฐกิจดิจิทัลและ AI
ปัจจุบันไทยมี Data Center ที่ก่อสร้างแล้วประมาณ 700 เมกะวัตต์ และยังมีโครงการอยู่ระหว่างก่อสร้าง โดยข้อได้เปรียบของไทยคือการเข้ามาในช่วงที่เทคโนโลยีรุ่นใหม่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานสูงขึ้น ค่า PUE ของ Data Center รุ่นใหม่ลดจากราว 1.8 เหลือต่ำกว่า 1.2
นายสมิทธ์ระบุว่า ไทยมีค่าใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศประมาณ 3-4 หมื่นล้านบาทต่อเดือน หากมี Data Center อยู่ในประเทศ มูลค่าบางส่วนจะถูกดึงกลับมาอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทย ทั้งในรูปการลงทุน การจ้างงาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง
EV โตแรง แต่สถานีชาร์จยังตามไม่ทัน
ด้านนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) เปิดเผยว่า ตลาด EV ไทยเติบโตต่อเนื่อง โดยช่วง 7 เดือนแรกปี 2569 มียอดรถยนต์ไฟฟ้าประมาณ 144,000 คัน ขณะที่ยอดสะสมอยู่ที่ราว 515,000 คัน
อย่างไรก็ตาม โครงสร้างพื้นฐานยังเป็นโจทย์สำคัญ ปัจจุบันไทยมีสถานีชาร์จประมาณ 4,922 แห่ง และหัวจ่ายราว 10,000 หัวจ่าย โดยประมาณ 50% กระจุกตัวในกรุงเทพฯ และปริมณฑล
นายสุโรจน์เสนอให้ภาครัฐเร่งขยายสถานีชาร์จ พร้อมทบทวนโครงสร้างภาษีรถยนต์นำเข้า เพื่อป้องกันไม่ให้ไทยกลายเป็นเพียงตลาดรถ EV ราคาถูก โดยเฉพาะเมื่อกว่า 60% ของยอดขาย EV ในช่วง 7 เดือนแรกเป็นรถนำเข้า ขณะที่ไทยต้องเร่งสร้างฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานในประเทศให้เข้มแข็งขึ้น
ภาพรวมจากเวที NEW ENERGY FOR THAILAND สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไทยไม่ได้เป็นเพียงเรื่อง Net Zero อีกต่อไป แต่เป็นโจทย์ความมั่นคง ต้นทุน เงินลงทุน และขีดความสามารถในการแข่งขัน ตั้งแต่โครงสร้างไฟฟ้า EV, Data Center ไปจนถึง Biofuel ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดว่าไทยจะเป็นเพียงผู้ใช้เทคโนโลยี หรือสามารถสร้างมูลค่าจากเศรษฐกิจพลังงานยุคใหม่ได้มากเพียงใด
