สคร.เผยยอดเก็บรายได้ 10 เดือนแรกเฉียด 2 แสนล้าน เตรียมยกระดับองค์กรพร้อมปรับระบบประเมิน รสก.ใหม่
Categories : Update News, Finance
Public : 01/09/2026นายธิบดี วัฒนกุล ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายและรัฐวิสาหกิจ (สคร.) เปิดเผยว่า ผลการจัดเก็บเงินรายได้ของรัฐวิสาหกิจและหลักทรัพย์ของรัฐ 10 เดือนแรก มียอดรวม 197,356 ล้านบาท สูงกว่าเป้าหมายทั้งปี 33,455 ล้านบาท หรือ 120% ของเป้าหมายที่ตั้งไว้ที่ 182,600 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าผลการจัดเก็บรายได้ทั้งปีงบประมาณ 2569 จะอยู่ที่ 203,000 ล้านบาท หรือคิดเป็น 111% ของเป้าหมายปี 2569
โดย 10 อันดับแรกที่นำส่งรายได้สูงสุดเป็นอันดับแรกได้แก่ 1.สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล มูลค่าจัดเก็บ 47,388 ล้านบาท 2.บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มูลค่าจัดเก็บ 33,754 ล้านบาท 3.วายุภักษ์ 1 มูลค่าจัดเก็บ 19,202 ล้านบาท 4.การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. มูลค่าจัดเก็บ 18,244 ล้านบาท 5.การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ กฟภ. มูลค่าจัดเก็บ 16,011 ล้านบาท 6.ธนาคารออมสิน มูลค่าจัดเก็บ 13,389 ล้านบาท 7.บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT มูลค่าจัดเก็บ 8,100 ล้านบาท 8.ธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส. มูลค่าจัดเก็บ 6,963 ล้านบาท 9.ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มูลค่าจัดเก็บ 5,552 ล้านบาท 10.การไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน. มูลค่าจัดเก็บ 5,104 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์เบิกจ่ายลงทุนรัฐวิสาหกิจ โดยจากการติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบลงทุนรัฐวิสาหกิจของ สคร. ซึ่งมีกรอบงบลงทุนในปีงบประมาณ 2569 รวม 236,839 ล้านบาท โดยช่วง 11 เดือน (ต.ค.2568-ส.ค.2569) รัฐวิสาหกิจ 43 แห่ง เบิกจ่ายลงทุนแล้ว 218,352 ล้านบาท หรือคิดเป็น 92.19% และเมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2568 ถือว่าประสิทธิภาพการเบิกจ่ายเพิ่มขึ้น ซึ่งเบิกจ่ายได้ 86.65% แล้ว คาดว่า ณ สิ้นเดือน ก.ย. 2569 สคร.จะสามารถเร่งรัดและกำกับให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายได้เกินกว่า 225,998 ล้านบาท หรือคิดเป็น 95.40% เกินกว่าเป้าหมายขั้นต่ำที่รัฐบาลกำหนด

ด้านโครงการการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP โดย คณะกรรมการนโยบายฯเห็นชอบหลักการของโครงการในช่วง 11 เดือน ปีงบประมาณ 2569 รวม 5 โครงการ มูลค่า 14,023 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางปะอิน-นครราชสีมา (M6) 3,520 ล้านบาท 2.โครงการ Rest Area ทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง สายบางใหญ่-กาญจนบุรี (M81) 2,380 ล้านบาท 3.โครงการท่าเทียบเรือ เอ 5 ท่าเรือแหลมฉบัง 3,953 ล้านบาท 4.โครงการศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอน 2,568 ล้านบาท 5.โครงการ Rest Area เขตทางหลวงพิเศษบริเวณบางโปรง 1,602 ล้านบาท
โดยในปีหน้าคาดว่าจะให้มีโครงการ Green PPP มากขึ้น โดยประโยชน์ของโครงการดังกล่าว มีดังนี้ การเข้าถึงมาตรการสนับสนุนจากภาครัฐ , การเพิ่มประสิทธิภาพ การลดต้นทุน และการยกระดับเทคโนโลยีสีเขียวขององค์กร , การสนับสนุนยุทธศาสตร์ด้าน ESG และเป้าหมาย Net Zero ของรัฐบาล และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว
ด้านการดำเนินงานของกองทุนรวมวายุภักษ์ ณ วันที่ 31 ก.ค. 2569 ดัชนีหุ้นไทยปิดที่ 1,623.64 จุด เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งปิดที่ 1,259.67 จุด โดยให้อัตราผลตอบแทน 28.89% โดยกองทุนรวมวายุภักษ์ 1 ณ วันที่ 31 ก.ค.ที่ผ่านมากองทุนฯ มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) 595,548.34 ล้านบาท แบ่งเป็น NAV ของหน่วยลงทุนประเภท ข. 439,939.25 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากสิ้นปี 2568 ซึ่งอยู่ที่ 490,390.32 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนที่ 28.10% ซึ่งที่ผ่านมาได้เงินปันผลแล้วกกว่า 20,000 ล้านบาท
สำหรับด้านการส่งเสริมให้เอกชนร่วมลงทุนในกิจการของรัฐ (PPP) และ Green PPP
ในช่วง 11 เดือนที่ผ่านมา คณะกรรมการนโยบายการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (คณะกรรมการ PPP) ได้เห็นชอบโครงการ PPP จำนวน 5 โครงการ มูลค่ารวม 14,023 ล้านบาท ดังนี้
-
- โครงการการพัฒนาและบริหารจัดการที่พักริมทาง (Rest Area) จำนวน 3 โครงการ โดยเป็นโครงการของกรมทางหลวง 2 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 6 สายบางปะอิน - นครราชสีมา มูลค่า 3,520 ล้านบาท และโครงการ Rest Area บนทางหลวงพิเศษระหว่างเมืองหมายเลข 81 สายบางใหญ่ - กาญจนบุรี มูลค่า 2,380 ล้านบาท และโครงการของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย 1 โครงการ ได้แก่ โครงการ Rest Area ในเขตทางพิเศษบริเวณบางโปรง บนทางพิเศษกาญจนาภิเษก (บางพลี - สุขสวัสดิ์) มูลค่า 1,602 ล้านบาท โดยทั้ง 3 โครงการ จะช่วยอำนวยความสะดวกและดึงดูดให้มีผู้ใช้บริการบนเส้นทางดังกล่าวเพิ่มขึ้น รวมถึงลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุทางถนน
- โครงการการจัดตั้งศูนย์บำบัดโรคมะเร็งด้วยเทคโนโลยีการฉายอนุภาคโปรตอนของโรงพยาบาลธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนเชิงสังคมต้นแบบ ด้านสาธารณสุข วงเงินลงทุนรวม 2,568 ล้านบาท ซึ่งเป็นการยกระดับการรักษาโรคมะเร็งแบบครบวงจร รวมถึงเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง
- โครงการท่าเทียบเรือ เอ5 ท่าเรือแหลมฉบัง ของการท่าเรือแห่งประเทศไทย ความยาวหน้าท่า 697 เมตร วงเงินลงทุนรวม 3,953 ล้านบาท โดยโครงการเป็นท่าเรือที่รองรับการขนส่งรถยนต์ (Roll-On/Roll-Off: Ro/Ro) ที่จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันด้านการขนส่งทางน้ำของประเทศ
นอกจากนี้ สคร. อยู่ระหว่างการศึกษาแนวทางการส่งเสริมการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน (PPP) สีเขียว ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green PPP) ซึ่งการดำเนินโครงการ Green PPP จะคำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อมในการพัฒนาและดำเนินโครงการ (Green Project Design) อาทิ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษของเสีย การกำหนดตัวชี้วัด (Green KPI) ที่วัดผลได้ชัดเจน และการกำหนดเงื่อนไขด้านสิ่งแวดล้อมในสัญญา PPP (Green Clauses) โดยในการพัฒนาโครงการ Green PPP จะมีการกำหนดมาตรการสนับสนุนแก่หน่วยงานเจ้าของโครงการและเอกชนผู้ร่วมลงทุน รวมทั้งสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนสีเขียว เพื่อสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาโครงการ Green PPP ซึ่งจะมีส่วนในการยกระดับประเทศไทยให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในระยะยาวตามนโยบายของรัฐบาล
นอกจากนี้ สคร. เตรียมปรับระยะเวลาของกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจประจำปีให้รวดเร็วขึ้น และยังได้มีการปรับปรุงหลักเกณฑ์การพิจารณาตัดสินรางวัลรัฐวิสาหกิจดีเด่นประจำปี 2569 ให้มีการแบ่งกลุ่มการพิจารณาตามขนาดของรัฐวิสาหกิจในบางประเภทรางวัล เพื่อให้รัฐวิสาหกิจทุกแห่งมีโอกาสได้รับรางวัลมากขึ้น และจะยกระดับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของการดำเนินงานและผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ รวมทั้งการนำแนวทางตามหลักมาตรฐานสากลใหม่ๆ มาประยุกต์ใช้กับการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ และนำระบบเทคโนโลยีดิจิทัลมาสนับสนุนกระบวนการประเมินผลการดำเนินงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้มีความแม่นยำ และโปร่งใสมากยิ่งขึ้น
ขณะที่การเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD และการเจรจาการค้าเสรี (FTA)
ทาง สคร. ได้รับมอบหมายให้เป็นหน่วยงานรับผิดชอบหลักในหัวข้อการกำกับดูแลกิจการในรัฐวิสาหกิจ โดยที่ผ่านมา สคร. ได้รับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากการดำเนินโครงการ Country Programme ร่วมกับ OECD ซึ่ง สคร. ได้ดำเนินการแล้วในบางส่วน นอกจากนี้ สำหรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของประเทศไทยในภาพรวม สคร. ได้ดำเนินการจัดทำ Initial Memorandum ในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการจัดทำ Initial Memorandum (IM) ของประเทศไทยในภาพรวม และในปัจจุบัน สคร. อยู่ระหว่างดำเนินการร่วมกับ OECD ในขั้นตอน Technical Review ซึ่งภายหลังจากขั้นตอนดังกล่าวเสร็จสิ้น สคร. จะได้รับข้อเสนอแนะอย่างเป็นทางการ เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
การเจรจาการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA)
สคร. ในฐานะหัวหน้ากลุ่มเจรจาความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ไทย - สหภาพยุโรป ในบทรัฐวิสาหกิจ ซึ่งถือเป็นการเจรจา FTA ฉบับแรกที่มีการเจรจาในประเด็นรัฐวิสาหกิจ โดยทั้งสองฝ่ายได้ผลักดันการเจรจาให้บรรลุข้อตกลงในทุกประเด็นคงค้างที่สำคัญ รวมถึงการเจรจาข้อสงวนและข้อยกเว้นภายใต้บทรัฐวิสาหกิจในเบื้องต้นแล้ว คาดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินการกิจกรรมเชิงพาณิชย์ของรัฐวิสาหกิจ โดยไม่กระทบต่อภารกิจการให้บริการสาธารณะ ทั้งนี้ ในอนาคตอันใกล้ประเทศไทยจะมีการเจรจา FTA ระหว่างไทย-แคนาดา และไทย-สหราชอาณาจักร ในประเด็นด้านรัฐวิสาหกิจ
ในด้านการพัฒนาในส่วนของมิติระบบราชการเปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน (Open & Connected Government)
-
- พัฒนาระบบ E-Services ตอบโจทย์ผู้รับบริการ เช่น ระบบ GFMIS-SOE นำส่งข้อมูลทางการเงิน, ระบบ SE-AM เพื่ออำนวยความสะดวกการประเมินผลรัฐวิสาหกิจ และระบบ Director's Pool รับสมัครกรรมการรัฐวิสาหกิจออนไลน์ เป็นต้น
- เปิดเผยข้อมูลการดำเนินการขององค์กร (Open Data/Data Catalog) สู่สาธารณะเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงในฐานข้อมูลกลาง ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานรัฐบาลดิจิทัล
มิติยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric)
-
- ใช้กระบวนการ Design Thinking เพื่อพัฒนาบริการที่ตอบโจทย์ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
- พัฒนาระบบประเมินผล SE-AM โดยนำแนวคิด Eco-efficiency และ ESG มาปรับใช้ พร้อมส่งเสริมโครงการคู่ความร่วมมือระหว่างรัฐวิสาหกิจ เพื่อยกระดับคุณภาพของรัฐวิสาหกิจให้มีประสิทธิภาพ
- สร้างความโปร่งใสในโครงการร่วมลงทุน (PPP) ด้วยการนำข้อตกลงคุณธรรม (Integrity Pact: IP) มาใช้ร่วมกับภาคประชาสังคม โดยปัจจุบันโครงการที่นำ IP มาใช้แล้ว มีมูลค่ากว่า 4 แสนล้านบาท
มิติองค์กรมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High-Performance)
-
- ขับเคลื่อนองค์กรด้วยข้อมูล (Data-Driven) และเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT)
- นำแนวคิด Agile มาใช้ในการทำงานเพื่อให้เกิดความคล่องตัว และส่งเสริมนวัตกรรมในองค์กร
- สร้างวัฒนธรรมการทำงานให้บุคลากรมี Growth Mindset พัฒนาบุคลากรให้เป็นคนเก่ง คนดี มีความสุข ภายใต้ค่านิยม SEPO VIBES
