SINO ครบ 3 ปีตลาดหุ้น ใช้เงินทุนต่อยอด M&A กระจายพอร์ต “เรือ-แอร์-คลังสินค้า” ดัน Net Margin แตะ 5% ใน 3 ปี

Categories : Stock Market

Public : 01/09/2026

SINO เดินหน้าสู่ปีที่ 3 ในตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมยกระดับธุรกิจจาก Freight Forwarder สู่ Logistics Service Provider แบบครบวงจร ใช้ศักยภาพจากตลาดทุนเป็นฐานขยายธุรกิจผ่านกลยุทธ์ M&A เดินหน้าซื้อกิจการต่อยอด Air Freight และลงทุนในสหรัฐฯ ลดการพึ่งพา Agent หวังเพิ่ม Margin ระยะยาว พร้อมปรับพอร์ตธุรกิจลดสัดส่วน Sea Freight จากกว่า 80% ลงเหลือราว 80% ขณะที่ Air Freight และ Logistics Support จะเป็น New Engine สำคัญ ดันอัตรากำไรสุทธิแตะ 5% ภายใน 3 ปี

นายนันท์มนัส วิทยศักดิ์พันธ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไซโน โลจิสติกส์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SINO  เปิดเผยว่า การเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเป็นบริษัทจดทะเบียนถือเป็นช่วงสำคัญของการเปลี่ยนผ่านธุรกิจ จากเดิมที่เน้นบทบาท Freight Forwarder มาเป็นผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ครบวงจร โดยบริษัทเดินหน้าขยาย Ecosystem ทั้งการขนส่งทางทะเล ทางอากาศ คลังสินค้า และบริการสนับสนุน เพื่อสร้างความหลากหลายของรายได้และลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป

 

ใช้ตลาดทุนต่อยอด M&A จาก “ทางเรือ” สู่ “ทางอากาศ

หนึ่งในกลยุทธ์หลักคือการขยายธุรกิจผ่าน M&A โดยบริษัทเข้าซื้อกิจการ ASOC เพื่อเพิ่มศักยภาพธุรกิจ Air Freight ตามแผนที่วางไว้ ขณะเดียวกันได้ลงทุนใน World Link Transport Group (WLTG) ในสหรัฐฯ ซึ่งเริ่มดำเนินงานตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา

การลงทุนดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการลดต้นทุนการจ้าง Agent ในต่างประเทศ และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการ รวมถึงช่วยยกระดับ Margin ของบริษัทในระยะยาว

“การกระจายพอร์ตไม่ได้หมายความว่าจะลดธุรกิจ Sea Freight แต่เป็นการเพิ่มธุรกิจที่มี Margin สูงกว่าเข้ามา เพื่อทำให้โครงสร้างรายได้มีความสมดุลมากขึ้น”

ปัจจุบันรายได้ของ SINO ยังมาจาก Sea Freight เป็นหลักประมาณ 81-87% แต่บริษัทตั้งเป้าปรับสัดส่วนให้เหมาะสมมากขึ้น โดยลดสัดส่วน Sea Freight ลงมาอยู่ที่ประมาณ 80% ขณะที่ Air Freight ตั้งเป้าเพิ่มเป็น 5% และธุรกิจ Logistics Support ซึ่งประกอบด้วยคลังสินค้าและรถลาก เพิ่มเป็นประมาณ 12-15%

ชู Air Freight–Warehouse ดันมาร์จิ้น

SINO มองว่าการปรับ Portfolio จะเป็นหัวใจสำคัญในการยกระดับความสามารถในการทำกำไร เนื่องจากแต่ละธุรกิจมีระดับ Margin แตกต่างกัน โดย Air Freight มี Margin สูงถึงประมาณ 40% ขณะที่ Warehouse อยู่ที่ราว 17% และ Sea Freight ประมาณ 14%

ดังนั้น การเพิ่มสัดส่วนธุรกิจที่มี Margin สูงจึงเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ผลประกอบการเติบโตควบคู่ไปกับการยกระดับ Profitability โดยบริษัทตั้งเป้าอัตรากำไรสุทธิ (Net Margin) ในระยะ 3 ปีข้างหน้าที่ระดับ 5%

นอกจากการซื้อกิจการแล้ว บริษัทเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐาน โดยปัจจุบันมีคลังสินค้า 9 แห่ง พื้นที่รวมประมาณ 45,000 ตารางเมตร ที่แหลมฉบัง จังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่ง New Engine ที่จะเข้ามาสร้างรายได้และ Margin ให้กับบริษัท

ครึ่งปีหลังลุ้น High Season หนุนผลงาน

สำหรับแนวโน้มผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรก ผู้บริหารยอมรับว่าไตรมาส 1 ยังไม่โดดเด่นมากนัก จากภาวะค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับต่ำ รวมถึงมีค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการลงทุนและเริ่มต้นธุรกิจใหม่ ทั้ง ASOC และ WLTG

อย่างไรก็ตาม บริษัทประเมินว่าผลงานครึ่งปีหลังจะมีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการเข้าสู่ช่วง High Season ของตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่ค่าระวางเรือในไตรมาส 3 ยังคงทรงตัวในระดับสูง หลังจากตั้งแต่เดือนพฤษภาคมมีการเร่งส่งออกสินค้าจากเอเชียไปยังสหรัฐฯ และยุโรป ส่งผลให้ทั้ง Freight Rate และพื้นที่ระวางมีความตึงตัว

สำหรับสถานการณ์ Red Sea แม้จะส่งผลกระทบต่อเส้นทางยุโรป แต่เส้นทางดังกล่าวคิดเป็นเพียงประมาณ 3% ของธุรกิจ SINO จึงไม่ได้รับผลกระทบมากนัก ขณะที่ปัญหาคลองปานามายังส่งผลให้การขนส่งไปฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ มีข้อจำกัดและทำให้ค่าระวางอยู่ในระดับสูง

ตั้งเป้า 53,000 ตู้ รายได้ 3.5 พันล้านบาท

สำหรับปีนี้ SINO ตั้งเป้าปริมาณการขนส่งไว้ที่ 53,000 ตู้คอนเทนเนอร์ และเป้าหมายรายได้ประมาณ 3,500 ล้านบาท พร้อมคาดหวัง Net Margin ในช่วงครึ่งปีหลังจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 3%

ขณะเดียวกัน บริษัทจะเดินหน้าขยายฐานลูกค้า โดยเฉพาะกลุ่ม E-commerce และลูกค้าที่ต้องการบริการ Logistics แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง เพื่อเพิ่ม Cross-selling และสร้างรายได้ต่อหนึ่งลูกค้าให้มากขึ้น

ผู้บริหารระบุว่า ทิศทางของ SINO ต่อจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการเติบโตจากปริมาณตู้สินค้า แต่เป็นการ “เปลี่ยนโครงสร้างการเติบโต” จากธุรกิจที่พึ่งพา Sea Freight เป็นหลัก ไปสู่ Portfolio ที่มีทั้ง Air Freight, Warehouse และ Logistics Support ซึ่งจะช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นและความสามารถในการทำกำไร

พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Light Asset โดยเน้นการเช่าพื้นที่แทนการลงทุนก่อสร้างเอง เพื่อให้บริษัทสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วและรักษาความคล่องตัวในการบริหารเงินทุน

เป้าหมายในระยะ 3 ปีจึงชัดเจน คือ กระจายพอร์ตธุรกิจ เพิ่มสัดส่วนรายได้จากธุรกิจ Margin สูง ใช้ M&A เป็นเครื่องมือขยาย Ecosystem และผลักดัน Net Margin สู่ระดับ 5% สะท้อนภาพ SINO จากผู้เล่นด้าน Freight Forwarder กำลังเดินหน้าสู่การเป็น Logistics Service Provider ครบวงจรอย่างเต็มรูปแบบ