FETCO เล็งชงรัฐ 4โจทย์สร้างฐานเงินออมหนุนเศรษฐกิจโตระยะยาว ชี้ไทยต้องเร่งสร้าง “เงินออม” ให้ขยับมาอยู่ที่ 28% ของจีดีพี ควบคู่การลงทุนและเพิ่ม Productivity เพื่อการเติบโตยั่งยืน

Categories : Update News, Stock Market

Public : 07/09/2026

FETCO เล็งชงรัฐ 4โจทย์สร้างฐานเงินออมหนุนเศรษฐกิจโตระยะยาว ชี้ไทยต้องเร่งสร้าง “เงินออม” ให้ขยับมาอยู่ที่ 28% ของจีดีพี ควบคู่การลงทุนและเพิ่ม  Productivity เพื่อการเติบโตยั่งยืน

นายไพบูลย์ นรินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องที่ดีมากที่รัฐบาล มีเป้าหมาย าร้างเครื่องยนต์ใหม่ ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโต รอบใหม่ด้วยการประกาศเพิ่มสัดส่วนลงทุน ให้ขึ้นมาอยู่ที่ 30% ของจีดีพี จาก 20% และอดัยเคยถึงระดับ 40% เพื่อให้เศรษฐกิจโต 3-4%  ต่อปี เป็นเรื่องที่ถูกต้อง

แต่ขณะเดียวกัน สิ่งที่ต้องเร่งดำเนินการควบคู่กันคือการเพิ่มผลิตภาพ (Productivity) ของประเทศ เนื่องจากผลการศึกษาของ OECD พบว่า Productivity ของไทยเติบโตในระดับใกล้ 0% สะท้อนว่าประเทศยังมีข้อจำกัดด้านความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต

“การลงทุนรอบใหม่ต้องให้ Productivity เป็นตัวนำ” เพราะหากเพิ่มการลงทุนเพียงอย่างเดียว แต่ผลิตภาพไม่เพิ่มขึ้น จะไม่สามารถสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืนได้

นายไพบูลย์ กล่าวว่า โจทย์สำคัญของเศรษฐกิจไทยในเวลานี้ คือการเดินหน้า 2 ขาพร้อมกัน ได้แก่ “การออมและการลงทุน” ไม่ใช่พึ่งพาการลงทุนเพียงด้านเดียว เพราะหากประเทศต้องพึ่งพาการกู้เงินเพื่อมาลงทุนอย่างต่อเนื่อง จะไม่ใช่โครงสร้างที่มีความมั่นคงในระยะยาว

เงินออมไทยไม่พอ ต้องเร่งเพิ่มจาก 25% สู่ 28% ของ GDP

ปัจจุบันระดับการออมของไทยอยู่ที่ประมาณ 25% ของ GDP ขณะที่การลงทุนอยู่ที่ประมาณ 30% ของ GDP ทำให้ประเทศมีช่องว่างระหว่างเงินออมกับการลงทุนประมาณ 5% ของ GDP

นายไพบูลย์มองว่า หากต้องการสร้างเสถียรภาพให้เศรษฐกิจมากขึ้น ควรลดช่องว่างดังกล่าวลงเหลือประมาณ 2% โดยหมายความว่าไทยต้องเพิ่มระดับการออมขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 28% ของ GDP

“ฝั่งเงินออมเงียบมาก เราต้องมา 2 ขา คือทั้งออมและลงทุน ไม่ใช่ลงทุนอย่างเดียว เพราะถ้าจะกู้อย่างเดียวไม่มั่นคง”

ทั้งนี้ หลังวิกฤตต้มยำกุ้ง ไทยเคยมีระดับการออมประมาณ 30% ของ GDP แต่การลงทุนลดลง ขณะที่หลังโควิดระดับการออมลดลงมาอยู่ประมาณ 25% จากระดับที่เคยสูงถึงราว 36% ของ GDP ส่งผลให้โครงสร้างเงินออมของประเทศไม่เพียงพอต่อการรองรับการลงทุนในระยะยาว

แม้ปัจจุบันไทยสามารถดึงดูดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้ดีขึ้น แต่ส่วนหนึ่งเป็นเงินทุนที่มีลักษณะเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว จึงไม่สามารถทดแทนการสร้างฐานเงินออมภายในประเทศได้ทั้งหมด

FETCO เตรียมเสนอรัฐบาล 4 เรื่อง เพิ่มฐานเงินออมประเทศ

FETCO เตรียมเสนอแนวทางต่อรัฐบาลอย่างชัดเจน 4 ประเด็น เพื่อยกระดับการออมของประเทศ โดยเฉพาะการสร้างเงินออมระยะยาวให้เพียงพอกับความต้องการลงทุนของประเทศ

1. เดินหน้า TISA แต่ต้องตอบโจทย์เม็ดเงินการออมระยะยาวของประเทศ

นายไพบูลย์กล่าวว่า รู้สึกดีที่มาตรการ TISA เข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีแล้ว แต่สิ่งสำคัญคือ ต้องประเมินว่าเม็ดเงินที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการดังกล่าวมีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเพิ่มระดับการออมของประเทศหรือไม่ และควรมุ่งเน้นไปที่การสร้าง เงินออมระยะยาว เพื่อรองรับการลงทุนระยะยาวของประเทศ

2. ผลักดันกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ

FETCO เสนอให้ยกระดับระบบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยมุ่งสู่การเป็นระบบที่มีลักษณะภาคบังคับ เพื่อเพิ่มฐานเงินออมของประชาชนและสร้างเงินออมระยะยาวให้กับประเทศอย่างเป็นระบบ

3. ผลักดันกฎหมาย Trust

อีกประเด็นสำคัญคือการผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับ Trust เพื่อรองรับการบริหารจัดการมรดกและทรัพย์สินของธุรกิจครอบครัว โดยจะช่วยให้เงินและความมั่งคั่งของคนไทยสามารถบริหารจัดการอยู่ภายในประเทศได้

ปัจจุบันเมื่อไม่มีกลไกดังกล่าว เงินบางส่วนจำเป็นต้องถูกโอนไปต่างประเทศเพื่อให้สามารถจัดโครงสร้างและบริหารจัดการได้ ทำให้ไทยสูญเสียโอกาส

“ถ้าเรามีกฎหมาย Trust เงินก็จะอยู่ในประเทศ เมื่อไม่มี ต้องโอนเงินไปต่างประเทศเพื่อให้จัดการเงิน”

4. ดึงเงินจากต่างประเทศเข้ามาบริหารในประเทศไทย

ไทยควรใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางและศักยภาพของตลาดทุนในการดึงดูดเงินจากต่างประเทศเข้ามาบริหารจัดการในประเทศ โดยเฉพาะเงินทุนที่มีลักษณะเป็น เงินออมระยะยาว ซึ่งจะช่วยเพิ่มฐานเงินทุนให้กับระบบเศรษฐกิจไทย

ดึงเงินไทยที่ลงทุนต่างประเทศกลับประเทศ

นายไพบูลย์ยังมองว่า ต้องพิจารณามาตรการจูงใจให้เงินออมของคนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศไหลกลับเข้ามาลงทุนในประเทศมากขึ้น เช่น เงินที่นำไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ โดยอาจพิจารณามาตรการยกเว้นภาษีสำหรับการนำเงินกลับเข้าประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 2 ปี หรือระยะเวลาที่เหมาะสม

แนวทางดังกล่าวจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องและฐานเงินทุนภายในประเทศ ขณะที่ยังต้องบริหารจัดการเรื่องดุลบัญชีเดินสะพัดและเสถียรภาพภายนอกประเทศควบคู่กัน

“โจทย์วันนี้ต้องเพิ่มเงินออม จาก 25% เป็น 28% และต้องมาพร้อมกับการลงทุน จึงจะทำให้เศรษฐกิจยั่งยืน”

นายไพบูลย์กล่าวว่า ทั้ง 4 ประเด็นไม่ใช่เรื่องใหม่ และ FETCO ได้พูดคุยกับภาครัฐมาอย่างต่อเนื่อง เพียงแต่ที่ผ่านมาอาจไม่ได้โฟกัสอย่างชัดเจนเท่าครั้งนี้ แต่เมื่อประเทศกำลังเข้าสู่รอบการลงทุนใหม่ ภาคตลาดทุนเห็นตรงกันว่า “การสร้างเงินออม” เป็นเรื่องจำเป็นต่อเศรษฐกิจไทย

โดยเฉพาะในโลกที่มีความผันผวนสูง หากพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเกินไป เมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงและเงินทุนไหลออกอย่างรวดเร็ว จะสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจและตลาดการเงิน ดังนั้นไทยจำเป็นต้องสร้างฐานเงินออมภายในประเทศให้แข็งแรงขึ้น

มองหุ้นไทย “ขาขึ้นระยะยาว” เศรษฐกิจไม่โตน่าห่วงกว่าตลาดหุ้น

สำหรับแนวโน้มตลาดหุ้นไทย นายไพบูลย์มองว่า ตลาดหุ้นไทยยังอยู่ในทิศทางขาขึ้นระยะยาว โดยนักลงทุนอยู่ระหว่างรอความชัดเจนของกระบวนการต่างๆ ขณะที่ภาพเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มดีขึ้น และหลายสำนักเริ่มปรับประมาณการ GDP ขึ้น

ด้านกำไรบริษัทจดทะเบียนมีแนวโน้มเติบโตดี คาดทั้งปีโต 15% จากปีก่อนหรือ ดันEPSตลาดจาก 99 บาทสู่ 112 บาท  สะท้อนว่าพื้นฐานกำไรของบริษัทจดทะเบียนยังอยู่ในทิศทางที่ดี

ขณะที่เงินเฟ้อไทยอยู่ในระดับต่ำ แม้จะเป็นประเด็นที่ต้องจับตา แต่ยังสามารถบริหารจัดการได้ ส่วนเงินเฟ้อสหรัฐฯ อยู่ในระดับประมาณ 3% และสถานการณ์ความขัดแย้งรัสเซีย-ยูเครนยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เนื่องจากอาจสร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อในบางประเทศ

ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปีที่ปรับตัวขึ้น มาจากทั้งปัจจัยเงินเฟ้อและภาระหนี้ของรัฐบาลสหรัฐฯ ซึ่งไม่ใช่ประเด็นใหม่ และยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด

“ตลาดหุ้นไทยไม่น่าห่วง สิ่งที่น่าห่วงคือเศรษฐกิจไม่โต”

นายไพบูลย์มองว่า หากประเทศไทยสามารถทำให้ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่กลับมาทำงาน ทั้งการลงทุน การเพิ่ม Productivity และการสร้างเงินออมภายในประเทศ เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยมีโอกาสกลับมาเติบโตได้อีกครั้ง โดยตลาดทุนจะเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการระดมเงินออมไปสู่การลงทุนเพื่อสร้างการเติบโตในระยะยาว