ตลท.ชี้ “รัฐ-เอกชนเร่งลงทุน“โหมลงทุน ดันเศรษฐกิจ ครึ่งปี บจ ลวทุน 2-2.5แสนล้านแล้ว! ขณะที่กำไร บจ.โต ทำหุ้นไทยถูกและน่าสนใจ ดึงเงินต่างชาติกลับลงทุน ครึ่งปีซื้อสุทธิ กว่า 5หมื่นล้าน ! ขณะที่สถาบันหวนซื้อครั้งแรก เดือนสิฃหาคม
Categories : Update News, Stock Market
Public : 08/09/2026ตลท.ชี้ “รัฐ-เอกชนเร่งลงทุน“โหมลงทุน ดันเศรษฐกิจ ครึ่งปี บจ ลวทุน 2-2.5แสนล้านแล้ว! ขณะที่กำไร บจ.โต ทำหุ้นไทยถูกและน่าสนใจ ดึงเงินต่างชาติกลับลงทุน ครึ่งปีซื้อสุทธิ กว่า 5หมื่นล้าน ! ขณะที่สถาบันหวนซื้อครั้งแรก เดือนสิฃหาคม
นายฉัตรชัย ทิศาดลดิลก CFA, FRM ผู้ช่วยผู้จัดการ หัวหน้าฝ่ายวิจัย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า การลงทุนของทั้งภาครัฐและเอกชนจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป ขณะที่พื้นฐานของบริษัทจดทะเบียนเริ่มแข็งแกร่งขึ้นจากการเติบโตของกำไร ทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมามีความน่าสนใจและดึงดูดเงินลงทุนจากต่างประเทศ
โดยในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 335 จุด จากระดับ 1,200 จุดมาสู่ 1,600 จุดกว่า โดยมีแรงหนุนสำคัญจากการปรับตัวดีขึ้นของกำไรบริษัทจดทะเบียน หรือ EPS ซึ่งเติบโตในระดับสูง ส่งผลให้ valuation ของตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับศักยภาพการเติบโตของกำไร

“การที่ EPS เติบโตดี ทำให้ตลาดหุ้นไทยดูถูกลงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้นักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย”
ทั้งนี้ เงินทุนต่างชาติไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นไทยแล้วประมาณ 5.2 หมื่นล้านบาท ขณะที่ต.สถาบันในประเทศเริ่มกลับมาซื้อหุ้นไทยในเดือนกันยายน สะท้อนภาพความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่ปรับตัวดีขึ้น

นอกจากนี้ ปัจจัยพื้นฐานของตลาดหุ้นไทยมีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนเติบโตประมาณ 13-22% QoQและYoY ตามลำดับ เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ EPS ของตลาดเติบโตมากกว่า 20%
การเติบโตของกำไรไม่ได้เกิดขึ้นเพียงจากการฟื้นตัวของผลประกอบการเท่านั้น แต่ยังสะท้อนผ่านการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยการลงทุนภาคเอกชนขยายตัวในระดับ 2 หลักติดต่อกัน 2 ไตรมาส ขณะที่งบลงทุนของบริษัทจดทะเบียนอยู่ที่ประมาณ 2.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากปีก่อน
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนว่า ภาคเอกชนกำลังเดินหน้าลงทุนเพื่อรองรับการเติบโตในระยะข้างหน้า ซึ่งจะเป็นแรงส่งต่อเนื่องมายังเศรษฐกิจและตลาด
ทั้งนี้ แม้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นมาแล้ว แต่จากการที่ EPS ของบริษัทจดทะเบียนเติบโตในระดับสูง ทำให้ตลาดยังมีความน่าสนใจในเชิง valuation ขณะที่การลงทุนของภาครัฐและเอกชนที่เดินหน้าต่อเนื่องจะเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างฐานการเติบโตของเศรษฐกิจและกำไรบริษัทจดทะเบียนในระยะต่อไป
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังต้องติดตามทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับอดีต รวมถึงการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ในสัปดาห์หน้า และปัจจัยการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางกระแสเงินทุนโลก
นายอัสสเดช คงศิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกล่าวเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจ ไทยมีสัญญาณที่ดีขึ้นมาก จากตัวเลขลงทุนที่โตเลข2หลักและ ภาครัฐยังมีมาตรการที่จะเข้ามาช่วยสนับสนุนการเติบโต ทั้งการเดินหน้า พ.ร.ก.วงเงิน 4 แสนล้านบาท รวมถึงงบประมาณภาครัฐที่ผ่านการพิจารณาแล้ว และกิจกรรมระดับนานาชาติที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย
โดยการจัดงานสำคัญระดับโลก อาทิ Gastech, IMF และ World Bank จะช่วยเพิ่มกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ทั้งการลงทุน การเดินทาง การท่องเที่ยว และการใช้จ่าย ซึ่งจะช่วยเสริมแรงส่งให้เศรษฐกิจในช่วงที่การเติบโตยังอยู่ในระดับไม่สูงมาก
ขณะที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือสภาพัฒน์ฯ แม้จะปรับประมาณการเศรษฐกิจลง แต่ยังคาดว่า GDP ไทยจะขยายตัวประมาณ 2-2.5%
อีกหนึ่งปัจจัยที่สะท้อนการลงทุนในประเทศ คือการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ หรือ FDI โดยช่วงครึ่งแรกของปีมีเงินลงทุนเกิดขึ้นแล้วประมาณ 5 แสนล้านบาท จากยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท
นายอัสสเดช มองว่า หากประเทศไทยสามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนและ FDI เหล่านี้ให้เกิดการลงทุนจริง และต่อยอดเข้าสู่ตลาดทุนได้ จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างบริษัทขนาดใหญ่ของไทยในอนาคต
สำหรับตลาดทุน ในไตรมาส 3 BOI มีมาตรการสนันสนุนเพิ่มเติม เพื่อ ผลักดันแนวทาง “BOI to IPO” เพื่อเชื่อมบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนกับตลาดทุนซึ่ง ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเดินสายพบผู้ประกอบการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI เพื่อสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้บริษัทที่มีศักยภาพสามารถเข้าระดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้
“เป้าหมายคือทำให้การลงทุนที่เกิดขึ้นในประเทศไทยสามารถต่อยอดไปสู่การเติบโตของบริษัท และในที่สุดเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตลาดทุน”
