เอเซีย พลัส เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4

Categories : Update News, Stock Market

Public : 18/09/2026

เอเซีย พลัส เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade รับไฮซีซัน Q4

 

เอเซีย พลัส มองตลาดหุ้นโลกเริ่มผ่อนคลาย หลังราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลง ขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าสหรัฐฯ-จีนชะลอลงชั่วคราว ด้านตลาดหุ้นไทยยังมีแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ และแรงซื้อจากการปรับน้ำหนักดัชนี FTSE พร้อมเปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard มีโอกาส Catch-up Trade รับไฮซีซันไตรมาส 4/2569 ได้แก่ ท่องเที่ยว-การแพทย์-ค้าปลีก-สื่อสาร-การเงิน

ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินทิศทางตลาดทุนโลกว่า บรรยากาศการลงทุนเริ่มฟื้นตัวในระยะสั้น หลังปัจจัยกดดันสำคัญทยอยผ่อนคลายลง โดยราคาน้ำมันดิบโลกปรับตัวลดลง ช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ หรือ Bond Yield ปรับลดลง และสถานการณ์สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนมีสัญญาณชะลอความร้อนแรงลง

ตลาดหุ้นสหรัฐฯ และยุโรปจึงฟื้นตัว โดยดัชนีหุ้นสำคัญฝั่งสหรัฐฯ ปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6–1.7% ส่วนตลาดยุโรปเพิ่มขึ้นประมาณ 0.6–1.2%

น้ำมัน–Bond Yield ลดแรงกดดันตลาด

เอเซีย พลัส ระบุว่า การปรับตัวลงของราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI หลังมีความคืบหน้าในการฟื้นฟูกำลังการขนส่งน้ำมันของซาอุดีอาระเบียผ่าน East-West Pipeline รวมถึงจีนเข้าประสานกับอิหร่านเพื่อช่วยควบคุมความเคลื่อนไหวของกลุ่มฮูตีในเยเมน ส่งผลให้ความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งพลังงานบริเวณช่องแคบ Bab el-Mandeb ลดลง

ขณะที่ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลงอย่างน้อย 4 bps ในทุกช่วงอายุ หลังราคาน้ำมันลดลง ซึ่งช่วยลดแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ และเพิ่มความเชื่อมั่นต่อนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือ Fed

ด้านตลาดพันธบัตรอังกฤษได้รับปัจจัยหนุนเพิ่มเติม หลังธนาคารกลางอังกฤษ หรือ BOE ยกเลิกแผนการขายพันธบัตรระยะยาวภายใต้โครงการ Quantitative Tightening หรือ QT

สำหรับประเด็นการค้าสหรัฐฯ-จีน เอเซีย พลัส ระบุว่า สหรัฐฯ เตรียมเลื่อนการประกาศมาตรการภาษีเพิ่มเติมที่เกี่ยวข้องกับประเด็นกำลังการผลิตส่วนเกินของจีนออกไป จนกว่าจะผ่านการประชุมระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และโดนัลด์ ทรัมป์ ในวันที่ 24 กันยายน 2569

จับตา BOJ–หุ้นเทคฯ รับกระแส AI

ขณะที่ตลาดการเงินโลกยังจับตาผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น หรือ BOJ ซึ่งตลาดคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 25 bps สู่ระดับ 1.25% หาก BOJ ส่งสัญญาณ Hawkish อาจส่งผลต่อทิศทางค่าเงินเยนและตลาดการเงินในภูมิภาค

ด้านหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีได้รับ Sentiment เชิงบวก หลัง Lip-Bu Tan ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Intel ระบุในงาน AI Infrastructure Summit ว่าอุปสงค์ชิปหน่วยความจำยังแข็งแกร่ง และราคามีแนวโน้มปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง

ส่งผลให้หุ้น Sandisk ปรับขึ้น 6%, Micron 5%, SMCI 10%, Hewlett Packard 8% และ Dell 4% ขณะที่ Generac หรือ GNRC พุ่งขึ้น 18% หลังได้รับสัญญาจัดส่งเครื่องกำเนิดไฟฟ้าให้ Data Center ของ Amazon มูลค่า 2.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

หุ้นไทยรับแรงหนุน Fund Flow–มาตรการรัฐ

สำหรับตลาดหุ้นไทย เอเซีย พลัสประเมินว่ายังมีปัจจัยบวกจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ รวมถึงแรงซื้อจากการปรับสมดุลพอร์ตของนักลงทุนต่างชาติ ตามการปรับน้ำหนัก FTSE Global Equity Index ซึ่งมีผล ณ ราคาปิดวันที่ 18 กันยายน 2569

การปรับดัชนีครั้งนี้มีการเปลี่ยนแปลงในหลายกลุ่มหลัก โดย CPN ถูกปรับจาก Large Cap ไป Mid Cap ขณะที่ BTS, LH, SCCC และ TU ถูกปรับลงไป Small Cap และมี FTREIT กับ THAI เพิ่มเข้าคำนวณในกลุ่ม Small Cap

ฝ่ายวิจัยเอเซีย พลัสประเมินว่า การปรับพอร์ตของกองทุนต่างชาติจะช่วยเพิ่มมูลค่าการซื้อขายในตลาดหุ้นไทยประมาณ 9,000 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากสถิติการปรับพอร์ต MSCI เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมที่ผ่านมา และมองว่า SET มีโอกาสเปิดบวก โดยมีแนวต้านแรกบริเวณ 1,600 จุด

นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามมาตรการด้านเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยกระทรวงการคลังเตรียมนำเสนอต่อที่ประชุม ครม. วันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณาต่ออายุมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” อีก 2 เดือน

เปิด 5 กลุ่มหุ้น Laggard ลุ้น Catch-up Trade

แม้ SET Index ตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันจะปรับตัวขึ้นแล้วประมาณ 25.7% แต่เมื่อพิจารณารายกลุ่มอุตสาหกรรม พบว่ายังมีหลาย Sector ที่ปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด ขณะที่กำลังเข้าสู่ช่วง High Season ของไตรมาส 4/2569

เอเซีย พลัสจึงมองว่าหุ้นกลุ่ม Laggard อาจมีโอกาสเกิด Catch-up Trade โดยจับตา 5 กลุ่ม ได้แก่

1. กลุ่มท่องเที่ยว (TOURISM) YTD +8.4% ได้แก่ AOT, THAI, CENTEL และ ERW โดยไตรมาส 4 เป็นช่วง High Season ของธุรกิจท่องเที่ยว

2. กลุ่มการแพทย์ (HELTH) YTD +7.6% ได้แก่ BDMS, BH, BCH และ PR9 รับปัจจัยจากความต้องการใช้บริการทางการแพทย์ตามฤดูกาล รวมถึงการใช้สิทธิสวัสดิการและตรวจสุขภาพช่วงปลายปี

3. กลุ่มค้าปลีก (COMM) YTD +6.8% ได้แก่ CRC, BJC, COM7, CPALL และ CPAXT ได้แรงหนุนจากการบริโภคในประเทศและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจภาครัฐ

4. กลุ่มสื่อสาร (ICT) YTD +6.5% ได้แก่ ADVANC และ TRUE ได้ปัจจัยจากการเปิดตัวสมาร์ตโฟนและอุปกรณ์สื่อสารรุ่นใหม่

5. กลุ่มการเงิน (FIN) YTD +7.3% ได้แก่ MTC, TIDLOR, KTC และ AEONTS ซึ่งมีโอกาสได้รับประโยชน์จากกิจกรรมทางเศรษฐกิจในประเทศที่ฟื้นตัว

เปิด 5 หุ้นเด่น Asia Plus

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนรายวัน เอเซีย พลัสเลือกหุ้นเด่นที่มีปัจจัยเฉพาะตัว ได้แก่ INTEL80, NVDA80, CPN, CBG และ DELTA

INTEL80 ได้ปัจจัยบวกจากข่าว SK Hynix พิจารณาความร่วมมือกับ Intel เพื่อผลิตชิปหน่วยความจำในสหรัฐฯ โดยให้แนวรับ 3.62 บาท แนวต้าน 3.70 บาท และจุดตัดขาดทุน 3.56 บาท

NVDA80 ได้ Sentiment เชิงบวกจากมุมมองของ Jensen Huang ที่ยืนยันว่าไม่มีการชะลอการพัฒนา AI โดยให้แนวรับ 36.25 บาท แนวต้าน 38 บาท และจุดตัดขาดทุน 35 บาท

CPN เป็นหุ้น Laggard ที่ฝ่ายวิจัยมองว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 มีแนวโน้มแข็งแกร่งจากธุรกิจศูนย์การค้า โรงแรม และที่อยู่อาศัย โดยมีแนวรับ 63.25 บาท แนวต้าน 66 บาท และจุดตัดขาดทุน 62 บาท

CBG ได้ประโยชน์จากมาตรการ “ไทยช่วยไทย พลัส” และคาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตเด่นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากยอดขายทั้งในไทยและเมียนมา โดยมีแนวรับ 54.75 บาท แนวต้าน 58 บาท และจุดตัดขาดทุน 49.50 บาท

DELTA ฝ่ายวิจัยมองว่าประเด็นบริษัทแม่ออกหุ้นกู้แปลงสภาพไม่กระทบปัจจัยพื้นฐาน และคาดกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้ง QoQ และ YoY โดยมีแนวรับ 238 บาท แนวต้าน 252 บาท และจุดตัดขาดทุน 230 บาท

#Asia plus #หุ้นเด่นวันนี้ #หุ้น Laggard #หุ้นQ4/69#Fund Fiow #FTSE