“เอกนิติ” ปักธงเศรษฐกิจไทย 2027 ฝ่า 5 มรสุมโลก ปลุก Second Take-off ดึงลงทุนรอบใหม่

Categories : Update News, Economy

Public : 24/10/2026

 “เอกนิติ” กางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 ใช้เวที IMF–World Bank ต่อยอดความเชื่อมั่นสู่การลงทุน เตือน 5 ความเสี่ยงโลกกดดันเศรษฐกิจไทย เร่งแก้หนี้ครัวเรือน–รักษาวินัยการคลัง ชูนโยบายช่วยเหลือตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มศักยภาพรายย่อย ดันโซลาร์รูฟท็อปลดค่าไฟ พร้อมยกระดับทักษะแรงงาน หวังสร้างเศรษฐกิจไทยทะยานรอบสอง

 

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027 : อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า ประเทศไทยต้องเร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อรับมือความผันผวนของเศรษฐกิจโลก พร้อมใช้โอกาสจากการเป็นเจ้าภาพการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และธนาคารโลก (World Bank) ปี 2569 สร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดการลงทุนรอบใหม่ เพื่อผลักดันเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเติบโตอย่างก้าวกระโดด หรือ Second Take-off

 

การประชุม IMF–World Bank ครั้งนี้ถือเป็นโอกาสสำคัญที่ไทยได้แสดงศักยภาพต่อผู้นำเศรษฐกิจและนักลงทุนทั่วโลก โดยได้รับเสียงชื่นชมทั้งด้านการจัดงาน ความพร้อมของประเทศ และการนำเสนอวัฒนธรรมไทย ซึ่งนางคริสตาลินา จอร์เจียวา กรรมการผู้จัดการ IMF เปรียบการประชุมดังกล่าวเป็นเสมือนการแข่งขันโอลิมปิกทางการเงิน และยกให้ประเทศไทยเป็นผู้คว้าเหรียญทองจากการจัดงาน

 

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจากการเป็นเจ้าภาพจะมีความหมายต่อเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อสามารถเปลี่ยนความเชื่อมั่นที่ได้รับให้กลายเป็นการลงทุน การสร้างงาน และการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

ไทยยังใช้เวทีดังกล่าวนำเสนอแนวคิด Building Resilience in a Fragmented World หรือการสร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจท่ามกลางโลกที่แตกขั้ว รวมถึงโครงการเมืองคาร์บอนต่ำ (Low Carbon City) ร่วมกับคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ซึ่งได้รับความสนใจจากธนาคารโลกในการสนับสนุนการศึกษาด้านการบริหารจัดการน้ำท่วมและการพัฒนาเมืองคาร์บอนต่ำ

 

เตือน 5 มรสุมโลกกดดันเศรษฐกิจไทย นายเอกนิติกล่าวว่า เศรษฐกิจโลกกำลังเผชิญความเสี่ยงหลายด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี และความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ ซึ่งล้วนส่งผลต่อทิศทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุน

ความเสี่ยงสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย ความขัดแย้งระหว่างประเทศและมาตรการกีดกันทางการค้า ซึ่งอาจกระทบการส่งออกและห่วงโซ่อุปทานโลก ขณะที่ต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นทำให้หลายประเทศเผชิญภาระการกู้ยืมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะประเทศที่มีปัญหาการขาดดุลการคลังและหนี้สาธารณะสูง

อีกด้านหนึ่ง การเข้ามาของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) กำลังเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินธุรกิจและตลาดแรงงาน ขณะที่ปัญหาสภาพภูมิอากาศ ทั้งน้ำท่วม ภัยแล้ง และสภาพอากาศสุดขั้ว ทำให้ภาครัฐต้องเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเพิ่มความสามารถในการรับมือภัยพิบัติ

สำหรับประเทศไทย ความเสี่ยงจากภายนอกยิ่งตอกย้ำความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และข้อจำกัดด้านงบประมาณ

“ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลำเล็กที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง เราต้องมีเครื่องมือพยากรณ์ว่าคลื่นลมจะมาจากทางไหน และต้องอุดรอยรั่วของเรือด้วย เพราะเรามีปัญหาสะสมอยู่มาก ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ” นายเอกนิติกล่าว ย้ำวินัยการคลัง หวั่นต้นทุนกู้เงินพุ่ง

นายเอกนิติกล่าวว่า การรักษาวินัยการคลังเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นของนักลงทุน โดยเฉพาะในช่วงที่ตลาดการเงินโลกมีความผันผวน เพราะประเทศที่ขาดวินัยการคลังและมีภาระหนี้สูง อาจถูกตลาดการเงินสะท้อนความเสี่ยงผ่านต้นทุนการกู้ยืมที่เพิ่มขึ้น

รัฐบาลจึงต้องบริหารทรัพยากรที่มีจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการควบคุมการขาดดุลและรักษาเสถียรภาพทางการคลัง เพื่อไม่ให้ภาระจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นกลายเป็นข้อจำกัดต่อการเติบโตในอนาคต

ขณะเดียวกัน การช่วยเหลือประชาชนต้องเปลี่ยนจากมาตรการที่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ไปสู่การช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มเป้าหมาย (Targeted Policy) โดยให้ความสำคัญกับผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจมากที่สุด ชู AI เพิ่มรายได้รายย่อย เปิดทางเข้าถึงสินเชื่อ

นายเอกนิติกล่าวว่า การช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยไม่ควรจำกัดอยู่เพียงมาตรการลดค่าครองชีพหรือกระตุ้นการใช้จ่าย แต่ต้องสร้างโอกาสให้ประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นและสามารถแข่งขันได้ในระยะยาว

รัฐบาลจึงนำเทคโนโลยี AI มาใช้เพิ่มประสิทธิภาพให้ผู้ประกอบการรายย่อย ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยมีระบบ “นกกระซิบ” ช่วยวิเคราะห์ยอดขาย ประเมินรายได้ย้อนหลัง 4–5 เดือน และวางแผนการขาย เพื่อให้ร้านค้าบริหารธุรกิจได้ดีขึ้น รวมถึงนำข้อมูลประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน

แนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับแนวคิด Small AI ซึ่งมุ่งให้ธุรกิจรายเล็กเข้าถึงเทคโนโลยีที่ใช้งานง่ายและมีต้นทุนไม่สูง แทนการลงทุนในระบบขนาดใหญ่ที่ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถเข้าถึงได้

“คนตัวเล็กตัวน้อยถูกกระทบมากกว่า เรามีทรัพยากรจำกัด ไม่มีเงินมากพอที่จะช่วยทุกคน จึงต้องเลือกช่วยกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด และต้องสร้างวินัยในการใช้ทรัพยากร เพื่อให้สามารถดูแลเศรษฐกิจโดยรวมได้” นายเอกนิติกล่าว ดันโซลาร์รูฟท็อปเข้า ครม. 26 ต.ค. ลดค่าไฟ–ขายไฟคืน นายเอกนิติกล่าวว่า อีกหนึ่งความท้าทายสำคัญของเศรษฐกิจไทยคือต้นทุนพลังงาน เนื่องจากประเทศยังพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทำให้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากความผันผวนของราคาพลังงานโลก

รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แทนการพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาพลังงานเพียงอย่างเดียว โดยเตรียมเสนอมาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปสำหรับภาคประชาชนเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 26 ตุลาคม 2569

มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายให้ครัวเรือนสามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองเพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้จำหน่ายไฟฟ้าส่วนเกินคืนเข้าสู่ระบบ โดยเบื้องต้นวางกรอบระยะเวลารับซื้อไฟฟ้าไว้ 20 ปี

สำหรับประชาชนที่มีข้อจำกัดด้านเงินลงทุน รัฐบาลเตรียมให้สถาบันการเงินของรัฐ ได้แก่ ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ ควบคู่กับการพัฒนาระบบสายส่งและมิเตอร์อัจฉริยะ (Smart Meter) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น

นายเอกนิติระบุว่า เป้าหมายของนโยบายนี้ไม่ใช่เพียงการลดค่าไฟฟ้า แต่ต้องการเปลี่ยนประชาชนจากผู้ใช้ไฟฟ้าให้สามารถเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและสร้างรายได้เพิ่มเติมในอนาคต

ทั้งนี้ เงื่อนไขการรับซื้อไฟฟ้าและรายละเอียดการสนับสนุนทางการเงินยังต้องรอผลการพิจารณาของ ครม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ดึงลงทุน 2.3 หมื่นล้าน เชื่อมมหาวิทยาลัยปั้นแรงงาน นายเอกนิติกล่าวว่า การสร้างเศรษฐกิจไทยรอบใหม่จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในคน โดยเฉพาะการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อรองรับการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่และเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

แม้โลกกำลังเผชิญความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า แต่ประเทศไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ ด้วยจุดแข็งด้านความเป็นกลาง ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่

อย่างไรก็ตาม การดึงดูดการลงทุนต้องไม่จบเพียงการอนุมัติโครงการ แต่ต้องเชื่อมโยงไปสู่การสร้างงานและยกระดับทักษะแรงงานไทย

ตัวอย่างคือโครงการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้ประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะตรงกับความต้องการของนักลงทุน ผ่านแนวทาง Skill Bridge หรือการเชื่อมโยงภาคการศึกษากับตลาดแรงงาน

แม้แรงงานที่ผ่านการฝึกอบรมอาจย้ายไปทำงานกับบริษัทอื่นในอนาคต แต่ถือเป็นประโยชน์ต่อระบบเศรษฐกิจโดยรวม เพราะช่วยเพิ่มจำนวนแรงงานที่มีทักษะสูงและยกระดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ปลุก Second Take-off หวังเศรษฐกิจไทยทะยานรอบสอง นายเอกนิติกล่าวว่า ประเทศไทยเคยเป็นเจ้าภาพการประชุม IMF–World Bank เมื่อปี 2534 ซึ่งเป็นช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วและก้าวขึ้นมามีบทบาทในเวทีเศรษฐกิจโลก ก่อนเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540

การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 จึงเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างจุดเปลี่ยนให้เศรษฐกิจไทยกลับมาทะยานรอบใหม่ หรือ Second Take-off

อย่างไรก็ตาม การเติบโตรอบใหม่ไม่สามารถพึ่งพามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รักษาวินัยการคลัง ลดต้นทุนพลังงาน ยกระดับทักษะแรงงาน และสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน

โจทย์สำคัญของ Thailand Next Economy 2027 จึงไม่ใช่เพียงการทำให้เศรษฐกิจไทยกลับมาเติบโต แต่ต้องเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากเวทีโลกให้เป็นการลงทุนจริง สร้างงาน เพิ่มรายได้ และวางรากฐานให้เศรษฐกิจไทยแข่งขันได้ในระยะยาว