NER ติดเทอร์โบ! Q3/69 กำไรทะลุ 511 ลบ. พุ่ง 56%โชว์อัตรากำไรขั้นต้นแตะ10.33%รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศ เติบโตโดดเด่น
Categories : Update News, Stock Market
Public : 05/11/2026NER ติดเทอร์โบ! Q3/69 กำไรทะลุ 511 ลบ. พุ่ง 56%โชว์อัตรากำไรขั้นต้นแตะ10.33%รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศ เติบโตโดดเด่น

บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) เปิดผลการดำเนินงานไตรมาส 3/2569 มีรายได้จากการขาย 8,109.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.54% กำไรสุทธิ 511.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.68% จากงวดเดียวกันของปีก่อน รับแรงหนุนจากยอดขายในประเทศที่เติบโตต่อเนื่อง ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 10.33% จาก 8.92%จากงวดเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาพความสามารถในการทำกำไรที่ดีขึ้น ส่วนผลการดำเนินงาน 9 เดือนแรกมีรายได้จากการขายรวม 22,460.58 ล้านบาท กำไรสุทธิ 1,202.41 ล้านบาท ฟากซีอีโอ "ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์" ระบุโค้งสุดท้ายของปีนี้ แนวโน้มดีต่อเนื่อง มั่นใจรายได้เติบโตเข้าเป้าที่ระดับ 30,000 ล้านบาท
นายชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท นอร์ทอีส รับเบอร์ จำกัด (มหาชน) (NER) ผู้นำการดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง ยางผสม และสินค้าปลายน้ำแผ่นยางพาราปูพื้นคุณภาพสูง เพื่อจำหน่ายไปยังผู้ผลิตในอุตสาหกรรมยานยนต์และกลุ่มผู้ค้าคนกลางทั้งในประเทศและต่างประเทศ เปิดเผยว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในไตรมาส 3/2569 (สิ้นสุดวันที่ 30 กันยายน 2569) มีรายได้จากการขายรวม 8,109.27 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.54% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 511.68 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 56.68% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีรายได้จากการขายในประเทศ 6,476.57 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 79.87% ของยอดขายรวม
ขณะที่มีกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 673.13ล้านบาท เพิ่มขึ้น 49.82% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 837.71 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 39.55% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน คิดเป็นอัตรากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 10.33% เพิ่มขึ้นจาก 8.92% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
"ภาพรวมผลการดำเนินงานในไตรมาส 3/2569 ที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 56.68% และอัตรากำไรขั้นต้นที่ปรับตัวดีขึ้น เป็นปัจจัยสนับสนุนภาพการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ โดย NER ยังคงมุ่งเน้นการบริหารจัดการธุรกิจและต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบและอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่อง"นายชูวิทย์ กล่าว
ทั้งนี้ ภาพรวมผลการดำเนินงานงวด 9 เดือนแรกของปี 2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายรวม 22,460.58 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 1,202.41ล้านบาท โดยปัจจัยที่มีผลต่อกำไรในงวดดังกล่าวมาจากความผันผวนของราคาวัตถุดิบยางธรรมชาติ ซึ่งปรับตัวสูงขึ้นจากผลกระทบของภาวะภัยแล้ง และปรากฏการณ์เอลนีโญ ส่งผลต่อต้นทุนวัตถุดิบของบริษัทฯ
สำหรับการดำเนินธุรกิจในช่วงที่เหลือของปี2569 การที่ราคายางพาราปรับตัวสูงขึ้น จึงเป็นปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญ รวมถึงความต้องการใช้ยางธรรมชาติจากผู้ผลิตยางล้อรายใหญ่ในจีน อินเดีย และอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ยังเติบโตต่อเนื่อง บริษัทฯจึงเดินหน้าบริหารต้นทุนวัตถุดิบ และสต๊อกสินค้าอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือความผันผวนของตลาด และมั่นใจว่ารายได้ในปี 2569 จะทะยานแตะระดับ 30,000 ล้านบาทได้ตามเป้าหมายที่วางไว้
