BBL Research ชี้ ศก.ไทยเสี่ยงภาวะ stagflation หากราคาน้ำมันสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล คาด GDP อาจหดตัว –0.3 ถึง –0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.0–4.0%

Categories :

Public : 21/04/2026

เศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันรอบด้าน ฟื้นตัวเปราะบางท่ามกลางความเสี่ยง จากต่างประเทศและข้อจำกัดนโยบาย

เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากทั้งภายนอกและภายในประเทศพร้อมกัน โดยปัจจัยหลักยังคงมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ราคาพลังงานที่อยู่ในระดับสูง เศรษฐกิจโลกที่เริ่มชะลอลง และข้อจำกัดเชิงนโยบายของไทยเอง ทั้งด้านการเงินและการคลัง ส่งผลให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปีมีแนวโน้มช้าลงและเปราะบางมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อภาคครัวเรือนยังเผชิญค่าครองชีพสูง หนี้ครัวเรือนสูง ภาคธุรกิจรับภาระต้นทุนเพิ่ม และภาครัฐมีความสามารถในการออกมาตรการเพิ่มเติมลดลง

 

Key Takeaways

    • ความขัดแย้งในตะวันออกกลางยังยืดเยื้อ และยังไม่มีความชัดเจนว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเดินเรือได้ตามปกติเมื่อใด ส่งผลให้ราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและมีความผันผวนสูง
    • ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 3% จากเดิมราว 2–2.5% พร้อมเตือนว่าหากสงครามยืดเยื้อ อาจเกิด worst-case scenario ที่กระทบเศรษฐกิจไทยได้กว้างกว่าที่ประเมินไว้
    • เงินเฟ้อไทยมีความเสี่ยงกลับขึ้นสู่ระดับ 5% จากผลของราคาพลังงาน ค่าขนส่ง และต้นทุนอาหารที่เพิ่มขึ้น
    • ภาครัฐเริ่มพิจารณาการกู้เงินเพิ่มเติมและการขยับเพดานหนี้สาธารณะ เพื่อรองรับมาตรการช่วยเหลือและพยุงเศรษฐกิจ สะท้อนว่าความสามารถในการใช้นโยบายการคลังเริ่มลดลง
    • เงินทุนต่างชาติยังมีแนวโน้มไหลออกจากตลาดไทย โดยเฉพาะตลาดหุ้นและพันธบัตร จากความกังวลต่อเศรษฐกิจไทยที่อ่อนไหวต่อราคาพลังงานและการท่องเที่ยว
    • ภาคธุรกิจไทยเริ่มเผชิญต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้น ขณะที่กำลังซื้อในประเทศยังอ่อนแอ

 

เศรษฐกิจโลก

เศรษฐกิจโลกเริ่มชะลอลงจากผลของสงคราม ราคาพลังงาน และความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดย IMF ปรับลดคาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจโลกในปี 2026 เหลือ 3.1% และเตือนว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อหรือราคาน้ำมันขึ้นไปอยู่ในช่วง 110–125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โลกอาจเข้าใกล้ภาวะถดถอยอีกครั้ง โดยเอเชียถือเป็นภูมิภาคที่มีความเปราะบางสูงต่อวิกฤติพลังงานครั้งนี้ เพราะพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันและก๊าซจากตะวันออกกลางในสัดส่วนสูง โดย IMF ประเมินว่าต้นทุนพลังงานของเอเชียคิดเป็นประมาณ 4% ของ GDP ซึ่งสูงกว่ายุโรปอย่างมีนัยสำคัญ

ความเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไปจึงไม่ใช่เพียงการเติบโตที่ชะลอลง แต่คือภาวะ stagflation หรือภาวะที่เศรษฐกิจโตต่ำแต่เงินเฟ้อยังสูง ซึ่งจะทำให้ธนาคารกลางทั่วโลกมีข้อจำกัดในการลดดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น

ขณะเดียวกัน สถานการณ์ช่องแคบฮอร์มุซยังถือว่าเปราะบางมาก และยังไม่สามารถบอกได้ว่าการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซฟื้นตัวเต็มที่แล้ว โดยข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 20 เมษายน ระบุว่าการเดินเรือยังอยู่ในระดับต่ำมาก โดยในบางช่วงมีเรือผ่านเพียง 3 ลำใน 12 ชั่วโมง เทียบกับภาวะปกติที่เฉลี่ยราว 130 ลำต่อวัน ขณะที่เบี้ยประกันภัยเรือบรรทุกน้ำมันเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2% เป็น 3% ของมูลค่าเรือ สะท้อนว่าตลาดยังมองความเสี่ยงอยู่ในระดับสูงมาก

อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ให้ความสำคัญเพียงว่าช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดได้หรือไม่ แต่ให้ความสำคัญกับความสามารถในการฟื้นตัวของระบบขนส่งพลังงานโลกหลังความขัดแย้งมากกว่า เนื่องจากในอดีต แม้สถานการณ์ความขัดแย้งจะเริ่มคลี่คลายแล้ว ตลาดน้ำมันมักต้องใช้เวลาอีกหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือนกว่าปริมาณการขนส่งจะกลับมาใกล้ระดับเดิม เพราะยังมีข้อจำกัดจากเรือที่ค้างอยู่ในระบบ ค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และความระมัดระวังของบริษัทเดินเรือทั่วโลก โดยประเด็นสำคัญที่ตลาดติดตาม ได้แก่

    • เรือบรรทุกน้ำมันและ LNG จะกลับมาใช้เส้นทางได้เร็วเพียงใด
    • บริษัทประกันภัยทางทะเลจะคิดเบี้ยประกันในระดับใด
    • เจ้าของเรือยังมองว่ามีความเสี่ยงต่อการถูกโจมตีหรือยึดเรือหรือไม่
    • เรือที่ค้างอยู่ในอ่าวเปอร์เซียจะสามารถทยอยออกจากพื้นที่ได้เร็วเพียงใด
    • ประเทศผู้ส่งออก เช่น ซาอุฯ ยูเออี และกาตาร์ จะสามารถเพิ่มการส่งออกน้ำมันและก๊าซเพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปได้มากน้อยเพียงใด

 

               

เศรษฐกิจไทย

เศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจาก shock ภายนอกมากกว่าหลายประเทศ เนื่องจากไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง มีภาคท่องเที่ยวเป็นเครื่องยนต์หลัก และยังมีหนี้ครัวเรือนสูงโดยเฉพาะในกลุ่มรายได้ปานกลางและรายได้น้อย เช่นเดียวกับภาคธุรกิจที่เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน และดอกเบี้ยที่สูงขึ้น ขณะที่ความสามารถในการปรับขึ้นราคาสินค้าเริ่มจำกัดมากขึ้นจากกำลังซื้อที่อ่อนแอ จึงมีความเสี่ยงที่ margin ของภาคธุรกิจจะลดลงในระยะถัดไป

ธนาคารแห่งประเทศไทยปรับลดคาดการณ์ GDP ปี 2026 เหลือ 1.3% จากประมาณการ ณ เดือนธันวาคมที่ 1.5% พร้อมประเมินว่าเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นถึง 3.5% หากราคาพลังงานยังอยู่ในระดับสูงและความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ โดยภาคท่องเที่ยวเริ่มได้รับผลกระทบแล้วจากจำนวนนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางที่ลดลงเกือบเป็นศูนย์ในเดือนมีนาคม และต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นซึ่งกระทบการเดินทางจากประเทศเพื่อนบ้าน

ทั้งนี้ BBL Research เห็นว่า ความเสี่ยงของภาวะ stagflation เพิ่มขึ้น กล่าวคือ หากราคาน้ำมันยังคงสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล GDP อาจเข้าสู่ภาวะหดตัวในช่วงประมาณ –0.3 ถึง –0.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้ออาจเพิ่มขึ้นมาอยู่ในช่วง 3.0–4.0%