ทริสเรทติ้งมองว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตยังอยู่ในวงจำกัด แต่เตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจเกิดขึ้น

Categories :

Public : 15/07/2025

ทริสเรทติ้งมองว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ ต่อผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตยังอยู่ในวงจำกัด แต่เตือนถึงความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในวงกว้างที่อาจเกิดขึ้น

   
  • ทริสเรทติ้งคาดว่า ผลกระทบทางตรงจากการที่ภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ อาจปรับเพิ่มขึ้นต่อผู้ออกตราสารหนี้ซึ่งได้รับการจัดอันดับเครดิตทั้งหมด 225 รายจะค่อนข้างจำกัด โดยคิดเป็นสัดส่วนน้อยกว่า 5% ผู้ออกตราสารทั้งหมด
  • มีเพียง 7 บริษัท ที่มีการส่งออกสินค้าไปยังสหรัฐฯ โดยตรงซึ่งครอบคลุม 3 กลุ่มอุตสาหกรรมหลัก ได้แก่ 1) อาหารแปรรูป ซึ่งรวมถึงอาหารทะเลและอาหารสัตว์เลี้ยง (TU, CPF, BTG) 2) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา (STA, STGT, TEGH) และ 3) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า (SNC) โดยรวมแล้ว บริษัทเหล่านี้มีรายได้รวมกันที่ประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 6% ของรายได้รวม และในจำนวนนี้ มีเพียง 4% ของรายได้รวมเท่านั้นที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากอัตราภาษีที่อาจปรับเพิ่มขึ้น

แม้ว่าความเสี่ยงจากภาษีโดยตรงยังคงมีจำกัด แต่ทริสเรทติ้งมองว่าความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาคในภาพรวมอาจเป็นประเด็นที่น่ากังวลมากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งการบริโภคภายในประเทศที่อ่อนแอประกอบกับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ซึ่งอาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) และการลงทุนในภาคเอกชนลดลงนั้นอาจเป็นปัจจัยกดดันผลการดำเนินงานของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในระยะสั้นถึงปานกลาง

การปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยของสหรัฐฯ ที่อาจเกิดขึ้น คาดว่าจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในวงจำกัด โดยมีผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสินค้าที่ได้รับผลกระทบไม่ถึง 5% อย่างไรก็ตาม บริบททางเศรษฐกิจในภาพรวมซึ่งประกอบด้วยการบริโภคภายในประเทศที่ซบเซา การลงทุนภาคเอกชนที่ชะลอตัว รวมถึงความกังวลจากปัจจัยภายนอกประเทศยังคงเป็นปัจจัยที่ส่งผลกดดันต่อคุณภาพเครดิตในระยะสั้นถึงระยะปานกลาง

บริษัทขนาดใหญ่ส่วนใหญ่ได้มีการปรับตัวเชิงรุกมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของความตึงเครียดทางการค้าภายใต้รัฐบาลทรัมป์ชุดแรก โดยบริษัทเหล่านี้ได้มีการกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบให้หลากหลายขึ้น รวมถึงขยายธุรกิจไปในตลาดที่มีลูกค้าหลัก รวมทั้งแสวงหาฐานลูกค้าใหม่ เพื่อบรรเทาความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ด้วยเหตุนี้ ผลกระทบระยะสั้นจากการปรับขึ้นภาษีศุลกากรจึงคาดว่าจะยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้สำหรับบริษัทเหล่านี้ ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ซึ่งมีความคล่องตัวทางการเงินและความยืดหยุ่นในการดำเนินงานที่จำกัดนั้นยังคงมีความเปราะบางและต้องการการสนับสนุนจากภาครัฐทั้งในแง่ของความช่วยเหลือด้านการเงิน การอำนวยความสะดวกในการส่งออก และการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิต

แม้ว่าบริษัทจะมีการปรับตัวโดยใช้มาตรการต่าง ๆ แล้ว แต่ตัวชี้วัดด้านเครดิต (Credit Metrics) ของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตหลาย ๆ รายก็มีความอ่อนแอลงมาตั้งแต่ปี 2566 ซึ่งส่งผลให้เกิดแรงกดดันด้านลบต่ออันดับเครดิต แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ จะยังมีจำกัด แต่การบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอจากการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจที่ค่อนข้างช้าและระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังคงสูงได้ส่งผลกระทบต่อทั้งการบริโภคและการลงทุนในภาคเอกชนมาระยะหนึ่ง แรงกดดันที่เพิ่มเติมจากภายนอกจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวและความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการที่สหรัฐฯ อาจขึ้นภาษีสินค้าส่งออกจากไทยเพิ่มขึ้นอีกก็อาจส่งผลให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศชะลอตัว และการขยายกำลังการผลิตต้องเลื่อนออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเติบโตของรายได้ซึ่งจะยิ่งบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคลงไปอีก ดังนั้น ผู้ออกตราสารหนี้ที่มีข้อจำกัดด้านการเงินอาจเผชิญกับการปรับลดอันดับเครดิตหากกระแสเงินสดและตัวชี้วัดด้านหนี้สินเสื่อมถอยลงไปอย่างมาก ในอนาคตการมีฐานรายได้ที่หลากหลาย สภาพคล่องที่แข็งแกร่ง และโครงสร้างเงินทุนที่ระมัดระวังจะยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้านคุณภาพเครดิตระหว่างบริษัทแต่ละราย

ผู้ออกตราสารหนี้น้อยกว่า 5% มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรง

จากบริษัทจำนวน 225 แห่งที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตโดยทริสเรทติ้ง มีเพียง 7 แห่งที่มีการส่งออกไปยังสหรัฐฯ โดยตรงซึ่งครอบคลุม 3 กลุ่มอุตสาหกรรม ได้แก่ 1) อาหารแปรรูป (รวมถึงเนื้อสุกร เนื้อไก่ อาหารทะเล และอาหารสัตว์เลี้ยง) 2) ผลิตภัณฑ์จากยางพารา และ 3) อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า บริษัทเหล่านี้มีรายได้รวมกันประมาณ 1 ล้านล้านบาทในปี 2567 โดยการส่งออกไปยังสหรัฐฯ คิดเป็นเพียง 6% ของรายได้รวม และมีเพียง 4.4% ของรายได้รวมที่คาดว่าจะอยู่ภายใต้อัตราภาษีใหม่ ในบรรดาบริษัทที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตนั้น SNC มีการพึ่งพาการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มากที่สุด รองลงมาคือ STGT และ TU

ผลกระทบในทางอ้อมที่อาจเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ:ความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจในภาพรวมเป็นความท้าทายที่รุนแรงกว่า

แม้ว่าผลกระทบโดยตรงจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯอาจจำกัดอยู่แค่เพียงไม่กี่บริษัท แต่ผลกระทบในทางอ้อมอาจสร้างความท้าทายต่อเศรษฐกิจไทยที่อ่อนแออยู่ ทั้งนี้ สภาพแวดล้อมด้านเศรษฐกิจมหภาคโดยรวมอาจมีอิทธิพลต่ออันดับเครดิตของผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับมากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยผลกระทบในระยะสั้นอาจรวมถึงการชะลอตัวของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ และการเลื่อนการลงทุนในโครงการขนาดใหญ่

รายละเอียดดังต่อไปนี้แสดงให้เห็นถึงการประเมินอุปสรรคสำคัญและผลกระทบต่อผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิต

    • การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ

ในไตรมาสแรกของปี 2568 การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศลดลงประมาณ 20% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการลงทุนจากจีนก็ลดลงในระดับใกล้เคียงกัน เนื่องจากนักลงทุนยังคงมีความระมัดระวัง

อย่างไรก็ตาม ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา การลงทุนจากจีนได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากกลยุทธ์ “China+1” อย่างไรก็ตาม การปรับขึ้นภาษีของสหรัฐฯ สำหรับประเทศที่มีดุลการค้าเกินดุลหรือมีความเชื่อมโยงกับการส่งผ่านสินค้าจากจีนอาจส่งผลให้การลงทุนในประเทศไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงหรือถูกเลื่อนออกไปหากสินค้าจากไทยมีอัตราภาษีที่สูงกว่าประเทศอื่นในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจลงทุนในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ขนาดของตลาด คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ กฎระเบียบ และต้นทุนในการดำเนินงาน ทั้งนี้ ทริสเรทติ้งมิได้คาดว่าจะเกิดการย้ายฐานการผลิตที่มีอยู่แล้วเนื่องจากมีการลงทุนไปแล้วเป็นจำนวนมากประกอบกับยังมีความไม่แน่นอนเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าระหว่างประเทศในอนาคต

ผลกระทบที่อาจมีต่ออันดับเครดิต: การลดลงของการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศอาจส่งผลให้การสร้างงานใหม่และการถ่ายทอดเทคโนโลยีเกิดขึ้นช้าลง ซึ่งอาจส่งผลต่อผลิตภาพในระยะยาว ผู้ส่งออกที่มีแผนจะสร้างความร่วมมือกับต่างประเทศหรือการร่วมทุนอาจเผชิญกับความล่าช้าในการขยายธุรกิจ ซึ่งอาจกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของบริษัทดังกล่าว ส่วนผู้ประกอบการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมก็อาจเผชิญกับยอดขายที่ดินในประเทศที่ลดลง เนื่องจากความไม่แน่นอนเกี่ยวกับอัตราภาษี อย่างไรก็ตาม ผู้ออกตราสารหนี้ที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตในกลุ่มนี้ได้ขยายการดำเนินงานไปยังประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน เช่น เวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว ซึ่งอาจช่วยลดผลกระทบโดยรวมลงได้

    • การลงทุนภาคเอกชนชะลอตัว

การลงทุนของภาคเอกชนชะลอตัวมาตั้งแต่ปี 2566 จากผลของระดับความเชื่อมั่นทางธุรกิจที่ลดลงและความไม่แน่นอนด้านนโยบาย ทั้งนี้ การใช้จ่ายของภาคธุรกิจยังคงอยู่ในระดับจำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการก่อสร้าง การปรับปรุงการผลิต และการขยายโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ในขณะที่ความตึงเครียดทางการค้าระหว่างประเทศเพิ่มสูงขึ้น บริษัทในไทยมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นและความไม่แน่นอนของห่วงโซ่อุปทาน ปัจจัยภายนอกเหล่านี้อาจส่งผลให้อุปสงค์ภายในประเทศลดลงและทำให้บางบริษัทต้องตัดสินใจเลื่อนแผนการใช้เงินลงทุนออกไป ผู้ออกตราสารหนี้หลายรายเลือกที่จะเก็บเงินสดเอาไว้และทบทวน กลยุทธ์การลงทุนใหม่ โดยตัวเลขเงินลงทุนได้ลดลงในหลายภาคอุตสาหกรรมหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตั้งแต่ปี 2567 จนถึงไตรมาสแรกของปี 2568

ผลกระทบที่อาจมีต่ออันดับเครดิต: การชะลอการลงทุนของภาคเอกชนคาดว่าจะสร้างแรงกดดันในเชิงลบต่ออันดับเครดิตของภาคธุรกิจที่พึ่งพาการใช้เงินลงทุนและการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรม บริษัทในกลุ่มวัสดุก่อสร้างและกลุ่มรับเหมาก่อสร้างอาจเผชิญกับคำสั่งซื้อที่ลดลงและโครงการที่ถูกเลื่อนออกไปซึ่งจะส่งผลให้รายได้และการสร้างกระแสเงินสดลดลง ผู้ผลิตในภาคอุตสาหกรรมและผู้จำหน่ายสินค้าทุน (Capital Goods) มีแนวโน้มที่จะเผชิญกับความต้องการเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ลดลง ซึ่งจะกระทบต่อรายได้และความสามารถในการทำกำไร ในขณะที่ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่เน้นด้านพื้นที่อุตสาหกรรมหรือพาณิชยกรรม (Industrial and Commercial Property Developers) อาจเผชิญกับยอดขายที่ดินที่ลดลงและกิจกรรมการให้เช่าที่ชะลอตัว ซึ่งแนวโน้มเหล่านี้อาจนำไปสู่การเสื่อมถอยของตัวชี้วัดด้านเครดิต (Credit Metrics) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ออกตราสารหนี้ที่มีต้นทุนคงที่สูง มีภาระหนี้สินอยู่ในระดับสูง หรือมีความยืดหยุ่นทางการเงินที่จำกัด

    • แรงกดดันเพิ่มเติมต่อการบริโภคภายในประเทศที่ยังอ่อนแอ

การบริโภคในประเทศของไทยยังฟื้นตัวได้อย่างจำกัด โดยระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ที่สูงประมาณ 90% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) เป็นปัจจัยที่จำกัดการใช้จ่ายของครัวเรือน ในขณะเดียวกัน ธนาคารก็มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อมากขึ้นเนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของลูกหนี้ด้อยคุณภาพ (NPL) โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคสินเชื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อรถยนต์ ทั้งนี้ มาตรการภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและกำลังซื้อของไทยซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้แก่บริษัทที่พึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศด้วย

 

ผลกระทบที่อาจมีต่ออันดับเครดิต: ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อที่อยู่อาศัยกำลังเผชิญกับแรงกดดันด้านเครดิตที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากการบริโภคภายในประเทศที่ยังคงอ่อนแอ ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการปล่อยสินเชื่อที่เข้มงวดมากขึ้นของธนาคาร ส่งผลให้อุปสงค์ในการซื้อที่อยู่อาศัยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้มีรายได้ต่ำถึง ปานกลางลดลง ยอดขายที่ชะลอตัวและการเลื่อนการเปิดตัวโครงการใหม่มีแนวโน้มที่จะกดดันรายได้และกำไรและเพิ่มความเสี่ยงด้านสินค้าคงคลัง ผู้พัฒนาที่พึ่งพาผู้ซื้อในประเทศเป็นหลัก หรือมีแผนขยายธุรกิจเชิงรุก อาจเผชิญกับการปรับลดอันดับเครดิต ในขณะที่ผู้พัฒนาที่มีโครงการระดับบนหรือมีรายได้ประจำจากค่าเช่าจะมีความสามารถในการรับมือกับความผันผวนได้ดีกว่า.

ผู้ให้บริการสินเชื่อรายย่อยก็เผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มสูงขึ้นจากการเพิ่มขึ้นของหนี้เสีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มสินเชื่อรถยนต์และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน ในภาวะที่ระดับหนี้ครัวเรือนอยู่ที่ประมาณ 90% ของ GDP และมาตรฐานการปล่อยสินเชื่อของผู้ประกอบการมีความเข้มงวดมากขึ้น การเติบโตของสินเชื่อก็คาดว่าจะมีแนวโน้มชะลอตัว ในขณะที่ค่าใช้จ่ายด้านเครดิตเพิ่มสูงขึ้นอันเนื่องมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่เสื่อมถอยลง ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรมีแนวโน้มที่จะอ่อนแอลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับผู้ให้สินเชื่อที่มีเงินทุนสำรองต่ำ หรือมีการปล่อยสินเชื่อให้แก่กลุ่มลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ซึ่งอาจส่งผลให้มีโอกาสถูกปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตหรือปรับลดอันดับเครดิตเพิ่มขึ้นในอนาคต

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

รายชื่อผู้ประกอบการ

    1. AMATA: บริษัท อมตะ คอร์ปอเรชัน จำกัด (มหาชน)
    2. CPF: บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน)
    3. ROJNA: บริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ จำกัด (มหาชน)
    4. SNC: บริษัท เอส เอ็น ซี ฟอร์เมอร์ จำกัด (มหาชน)
    5. STA: บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
    6. STGT: บริษัท ศรีตรังโกลฟส์ จำกัด (มหาชน)
    7. TEGH: บริษัท ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน)
    8. TFG: บริษัท ไทยฟู้ดส์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    9. TU: บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน)
    10. WHA: บริษัท ดับบลิวเอชเอ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน)